2007/Apr/09

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์สาขาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อนาคตของการศึกษาเรื่องรัฐ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ รัฐ จากมุมมองของชีวิตประจำวัน

ทาง invisiblenews.exteen.com จึงได้ทำการเรียบเรียงเนื้อหาของการปาฐกถาดังกล่าวมานำเสนอ ดังต่อไปนี้

(ในวันนั้น ธงชัยแต่งกายมาปาฐกถาอย่างมีนัยยะน่าสังเกต คือ เขาสวมเสื้อเชิ้ตอยู่ด้านใน แล้วสวมเสื้อยืดสีเหลืองตัวหนึ่งทับเสื้อเชิ้ตดังกล่าว และยังสวมเสื้อสูททับอยู่ภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้จะนำไปสู่การแสดงอากัปกิริยาประกอบปาฐกถาดังกล่าวที่น่าสนใจยิ่ง ดังจะได้นำเสนอต่อไป)

ผมขอใช้โอกาสนี้นำเสนอประเด็นสำคัญสองถึงสามประเด็น ซึ่งหวังว่าจะเชิญชวนให้เรา ๆ ท่าน ๆ คิดเกี่ยวกับเรื่องรัฐในชีวิตประจำวันในแง่มุมที่แตกต่างออกไป ตั้งคำถามกับหลายอย่างรอบ ๆ ตัวเราด้วยจิตใจที่ช่างสงสัยอยู่ตลอดเวลา

โดยประเด็นที่นำเสนอในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ผมกำลังคิด กำลังเขียน กำลังพยายามเล่า ซึ่งบังเอิญมันเข้ากันพอดีกับหัวข้อ รัฐในชีวิตประจำวัน ที่เป็นธีมของการจัดการประชุมคราวนี้

ปีสองปีที่ผ่านมา ผมมาเมืองไทยหลายครั้ง ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อตระเวนทำงาน คือการคุยกับ ศัตรูเก่า ผมหมายถึงพลพรรคฝ่ายขวา ที่เข้ากระทำการเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ผมตระเวนสัมภาษณ์และพูดคุยกับพวกเขาหลายคน พวกคุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า ผมคุยกับหัวหน้ากระทิงแดงมาหลายคนแล้ว คุยกับคนที่คุมสถานีวิทยุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์วันนั้น บางคนเป็นตัวการใหญ่ แต่ส่วนมากที่ผมคุยด้วยเป็นพลพรรคเล็ก ๆ ที่ทำมาหากินปกติ คนที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางพุ่งเข้าชนประตูรั้วธรรมศาสตร์ ก็เป็นคนที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยรู้จัก ผมก็คุยกับเขา

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เขาเป็นคนธรรมดา ทำมาหากิน แต่วันนั้น เขาลงมือปฏิบัติการ คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เช่นเดียวกับ ส่วนใหญ่ของบรรดาลูกเสือชาวบ้าน ซึ่ง Cathleen Bowie (ดู Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand) ศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านั้นเป็นประชาชนเดินถนนทำมาหากินปกติธรรมดา ทว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? เราจะบอกว่าเขาเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า?

หรือเราจะต้องคิดเสียใหม่ว่า รัฐไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กลไกรัฐในเชิงสถาบันต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงประชาชนธรรมดา คนชั้นกลางมีการศึกษาจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองรู้ดี ซึ่งทำตัวเป็น agent (ตัวแทน) ของรัฐอยู่ตลอดเวลาด้วยหรือเปล่า?

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? หรือว่าเราจะต้องคิดเรื่องรัฐกันเสียใหม่?

เวลาเราพูดถึงรัฐในชีวิตประจำวัน หมายความว่า เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนท่ามกลางการใช้ชีวิตปกติ ปกติคนเราไม่ว่าที่ไหนในโลก มีความคาดหวังเกี่ยวกับรัฐที่สวนทางกันแต่อยู่ควบคู่กันตลอดเวลา เช่น ด้านหนึ่ง เราไม่อยากให้รัฐมายุ่งกับชีวิตของเรา ขอให้อยู่ห่าง ๆ กลัว ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากวุ่นวาย ขอให้แต่ละวันผ่านไป โดยที่ชีวิตเราไม่ต้องเจอตำรวจได้เป็นดีที่สุด ในเวลาเดียวกัน เราเรียกร้องตลอดเวลาว่า รัฐน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐน่าจะเข้ามาจัดแจงจัดการจิปาถะกับชีวิตของเราเต็มไปหมด ตั้งแต่ตำรวจจราจร การจัดการถนน ซ่อมซอย บริการสาธารณะต่าง ๆ เราคุ้นเคยกันดีกับการบ่นเรียกร้องรัฐ รวมทั้งบ่นเรียกร้องให้รัฐเข้าทำหน้าที่ในส่วนที่รัฐไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง เอะอะก็โยนบาปให้รัฐอยู่เรื่อย ทั้งที่หลายเรื่อง ควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนทำกันเอง เราก็กลับมาบอกว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ทำไมตำรวจไม่จับ ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เราขอว่าอย่ายุ่งกับตำรวจได้เป็นดีที่สุดในแต่ละวัน

ตำรวจเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐในชีวิตประจำวันที่ดีที่สุด เราจึงไม่อยากเจอตำรวจเลยในแต่ละวัน แต่เราบ่นอยากให้ตำรวจทำนั่นทำนี่อยู่บ่อย ๆ

โรงเรียนก็เช่นกัน การจัดการการศึกษาของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราแทบทุกวัน ในทางวิชาการ เราบ่นอยู่เรื่อยว่า โรงเรียนมีพลังหล่อหลอมครอบงำอุดมการณ์สำเร็จเสียจนน่ากลัว เช่น กรณีของแบบเรียน เราเชื่อว่าแบบเรียนและระบบการศึกษาทำให้คนฝังหัวดักดานกับความคิดที่เราไม่ชอบหลาย ๆ อย่าง เช่น ความคิดชาตินิยมที่คับแคบ แต่ในเวลาเดียวกัน เราบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า โรงเรียนล้มเหลว ไม่เคยสอนให้ลูกเราเป็นคนดีพอ ทำให้เด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบันเสียผู้เสียคนหมด ตกลงโรงเรียนสำเร็จหรือโรงเรียนไม่สำเร็จ? ตกลงเราอยากให้รัฐทำให้ดีกว่านี้ หรืออยากให้โรงเรียนทำให้น้อยกว่านี้? หรือเราจะเอาทั้งสองอย่าง เห็นหรือไม่ครับ สวนทางกันอีกแล้ว แต่เราเอาทั้งคู่

เรามักคิดว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเป็นรัฐ เพราะว่ารัฐตามที่เราเข้าใจ หมายถึง กลไกการใช้อำนาจของทางการ เพื่อควบคุม บังคับ ปราบปราม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ต่อให้เราหลายท่านในที่นี้ เป็นข้าราชการในสถาบันการศึกษาของรัฐ ความรู้สึกของเราแต่ละคนก็มักจะเห็นตัวเองเป็นประชาชนเดินถนน ตัวเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ไม่ใช่กลไกรัฐที่ใช้อำนาจต่อประชาชน แต่แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เองที่ช่วยกันทำให้อุดมการณ์ โครงการหลาย ๆ อย่างของรัฐ กลายเป็นมาตรฐานของสังคม โดยที่กลไกรัฐไม่ต้องลงมาควบคุมบงการอย่างใกล้ชิด เราแทบทุกคนมีส่วนในการวางมาตรฐาน มีส่วนในการเที่ยวบอกเที่ยวชี้ว่า ใครบ้างเป็นผู้ที่ละเมิด แหกออกนอกกรอบความเป็นปกติ จนกระทั่งผู้คนหลายคนไม่กล้าที่จะแหกกรอบ ไม่กล้าที่จะทำอะไรเพราะเกิดความกลัว กลัวอะไรครับ? กลัวประชาชนด้วยกันเอง จนเราต้องทำตาม จนเราต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเองแผ่ขยายไป จนกระทั่งการที่เราไม่กล้าทำอะไรบางอย่างมันแผ่ซ่านไปหมด

ผมถามอะไรหน่อย ปกติที่เราไม่กล้าทำ เพราะมีตำรวจมายืนอยู่ใกล้ ๆ หรือเปล่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เรากลัวใคร? เรากลัวประชาชนรอบ ๆ ข้างเรา กลไกรัฐไม่มีทางแผ่ขยายลงควบคุมบงการได้ขนาดนั้น แต่เพราะประชาชนด้วยกันเองจำนวนไม่น้อยทำตัวเป็น agent ของรัฐ การควบคุมบงการของรัฐจึงสามารถแผ่ขยาย แผ่ซ่าน ได้ขนาดนั้น ประชาชนเหล่านั้นที่เรากลัวเป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

ประเด็นสำคัญที่จะพูดถึงเกี่ยวกับรัฐในชีวิตประจำวันในวันนี้ คือเรื่องนี้ คือเรื่องที่เราพบปะอยู่ทุกวัน เป็นปรากฏการณ์ใกล้ชิดเรามากเสียจนถูกมองข้ามเหนือปลายจมูกของเราเอง นั่นก็คือ เมื่อรัฐคือตัวเรา ประชาชนอย่างเราทุกท่านทำตัวเป็นกลไกรัฐเสียเอง แล้วมิเคยมองดูตัวเองว่า เรากำลังกระทำตัวเป็นกลไกรัฐอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวอย่างไรในชีวิตประจำวัน

ขออนุญาตนะครับ ร้อนครับ (จากนั้นธงชัยได้ถอดเสื้อสูทที่ตนเองสวมทับอยู่ภายนอกออก แล้วขว้างทิ้งไปทางด้านหลัง แล้วเขาก็ถอดเสื้อยืดสีเหลืองที่สวมทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตชั้นในสุดออกตามมา และนำเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวมาเช็ดตามหน้าตาและเนื้อตัว ก่อนจะขว้างเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวไปทางด้านหลังเช่นเดียวกันกับเสื้อสูท ส่งผลให้มีผู้ฟังปาฐกถาจำนวนมากหัวเราะและปรบมือให้กับการกระทำดังกล่าว)

ทำไมครับ ทำไมต้องปรบมือด้วยครับ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาประท้วงผม ก็เพราะคุณคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้หมายถึงเสื้อที่มีความหมายบางอย่าง คนที่ตบมือเมื่อสักครู่นี้ ก็ชอบใจเพราะคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้มีความหมายบางอย่าง นี่เสื้อโฆษณาโรงเรียนภาษาครับ

ใครเป็นคนบอกว่า เสื้อเหลืองมีความหมายอย่างหนึ่ง แล้วเห็นร่วมกันจำนวนไม่น้อย จึงได้ปรบมือ หรือหลายคนอาจจะกำลังไม่สบายใจ ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อตัวนี้มีความหมายอย่างไร มีตำรวจหรือไม่ครับ มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมาระบุหรือไม่ครับว่าเสื้อสีเหลืองตัวนี้หมายความว่าอะไร ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อสีเหลืองตัวนี้มีความหมายว่าอย่างนั้นหรืออย่างนี้ จึงเกิดอาการไม่สบายใจหรืออาการชอบใจ พวกคุณเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า? ทำไมคุณจึงใช้มาตรฐาน ใช้ความหมายเดียวกับที่รัฐได้โฆษณาอยู่ในระยะนี้ แล้วมาไม่สบายใจ แล้วมาปรบมือชอบใจ ทั้ง ๆ ที่เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อของโรงเรียนสอนภาษาที่แมดิสัน ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกัน แต่เพราะเราแต่ละคนเป็นคนแบกเอาความหมายบางอย่างมากับตัวเราอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ข้าง ๆ คอยบงการให้เราคิดไปในแบบเดียวกัน เราก็คิดไปเองตลอดเวลา

เวลาพูดว่าเมื่อประชาชนคือรัฐ เมื่อประชาชนทำตัวเป็นรัฐ เมื่อประชาชนเป็นกลไกรัฐเสียเอง ผมจะขอแบ่งประเด็นสำคัญที่จะเสนอถัดจากนี้ไปเป็นสามประเด็นต่อไปนี้ คือ

หนึ่ง แนวคิดทั่ว ๆ ไป ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องรัฐ ที่ถือรัฐเป็นองค์กร เป็นสถาบัน ที่ควบคุมการใช้อาวุธ ใช้อำนาจควบคุมและบงการความเป็นไปในสังคม

สอง แนวคิดที่เสนอว่า การใช้อำนาจควบคุมบงการความเป็นไปในสังคม อยู่เลยพ้นจากรัฐแบบที่หนึ่ง แบบที่พูดไปเมื่อสักครู่ แต่อยู่กับเรา ๆ ท่าน ๆ เองนี่แหละ

และสาม จะพยายามอธิบายสภาวะดังกล่าวในสังคมไทยว่า มีเงื่อนไข มีสภาวะอย่างไรในทางประวัติศาสตร์ จึงเอื้ออำนวยต่อปรากฏการณ์ที่พวกเรากลายเป็นตัวแทนหรือกลายเป็น agent ของรัฐ จากปรากฏการณ์ที่รัฐคือเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง เราจะเข้าใจสภาวะเช่นนี้ในประวัติศาสตร์สังคมไทยเองได้อย่างไร?

ประเด็นแรก ความเข้าใจทั่ว ๆ ไปในการศึกษาเรื่องรัฐ แบบที่เห็นรัฐเป็นกลไก เป็นสถาบัน เป็นองค์กร ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการชีวิตเรา รัฐในความหมายทั่ว ๆ ไปของเรา ๆ ท่าน ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการนั้น เราหมายถึงสถาบันทางการเมือง สถาบันในสังคม ที่มีอำนาจผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรง เพื่อการใช้อำนาจทางกฎหมาย เพื่อรักษากฎระเบียบทางสังคม รักษาความสงบราบเรียบ ขจัดลงโทษทำลายผู้คนหรือปัจจัยแปลกปลอมที่ผิดเพี้ยนเป็นอันตรายต่อสังคม นั่นคือที่เราเข้าใจรัฐโดยทั่ว ๆ ไป

โดยทั่วไปเมื่อเราพูดถึงรัฐ เราจึงพูดถึงกลไกหรือระนาบที่ผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรงเหล่านั้น เช่น ระบบราชการที่ทำหน้าที่ในการควบคุมบงการแง่มุมต่าง ๆ ในการใช้อำนาจ เราพูดถึงขอบข่ายของอำนาจที่อยู่ภายใต้ดินแดนที่แน่นอนของรัฐ เราพูดถึงผู้พิทักษ์รักษาปกป้องผลประโยชน์และผลักดันความเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ของประชาชน คือรัฐทำในนามประชาชน เราจะนึกถึงรัฐในแง่มุมแบบนี้

กับอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทฤษฎีโดยพื้นฐานปกติที่เราได้ยินมาตั้งแต่เราเรียนหนังสือ รัฐ คือ สถาบันที่เป็นองค์อธิปัตย์ มีความชอบธรรมที่ประชาชนมอบให้เพื่อทำหน้าที่องค์อธิปัตย์ในการสร้างกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย เก็บภาษี ใช้ภาษี และอื่น ๆ แม้ว่าจะเป็นมาร์กซิสต์ นีโอ-มาร์กซิสต์ หรือ ไม่ใช่พวกมาร์กซิสต์ ความเข้าใจเรื่องรัฐอย่างที่เพิ่งกล่าวมานี้ก็เป็นความเข้าใจร่วมโดยพื้นฐานของหลายสกุลความคิด

กลุ่มเหล่านี้เห็นตรงกันว่า รัฐเป็นสถาบันหรือองค์กร เป็นสิ่งที่มีตัวมีตน มีตำแหน่งแห่งที่ ไม่ใช่ลอย ๆ คลุม ๆ เครือ ๆ มีกลไกรัฐให้เห็นได้ เข้าใจได้ รับรู้ได้ เป็นรูปธรรม เช่น ทหาร ตำรวจ ระบบศาล ระบบราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น การศึกษาเรื่องรัฐตามปกติแทบทั้งหมดคือการศึกษาตามแนวคิดนี้ เราก็ศึกษาว่ากลไกรัฐทำงานอย่างไร ใช้อำนาจอย่างไร ใช้อำนาจถูกใช้อำนาจผิดอย่างไร

ตามแนวคิดแบบนี้เช่นกัน จึงมีการพูดถึงการต่อสู้ต่อต้านรัฐ โดยกลุ่มพลังทางการเมืองฝ่ายอื่น ที่สำคัญก็คือ ฝ่ายประชาชน ผู้ถูกกดขี่จากรัฐ ตามแนวคิดกลุ่มนี้มักจะเห็นประชาชนไม่ใช่รัฐ เป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐ เป็นพลังฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นกบฏชาวนาในสมัยโบราณ ต่อมาเป็นขบวนการต่อต้านรัฐในแบบต่าง ๆ หรือการอ้างในหมู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมว่าเป็นฝ่ายประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาชน อิงกับมวลชน เป็นแนวร่วมกับประชาชน พวกนี้ทั้งหมดวางอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า รัฐเป็นกลไกรัฐ ประชาชนคือฝั่งตรงข้าม หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน และจะมีการปะทะต่อสู้เป็นระยะ ๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดแบบที่หนึ่งทั้งหมด ประชาชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ และนี่คือฐานของความคิดที่พวกเรามักจะคุ้นเคยกันอยู่ นี่คือฐานของความคิดที่ทำให้เรามักจะไม่ค่อยเห็นว่าประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ ที่เป็นตัวดี ประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ คือ ตัวแทนของรัฐ

แนวคิดในทำนองนี้มีหลายอย่างหลายทฤษฎี รวมทั้งการพูดถึงประชาสังคม (civil society) ซึ่งมักจะชี้ให้เห็นว่าประชาสังคมเป็นคู่ตรงข้ามหรือเป็นพลังทางสังคมที่แตกต่างและขัดแย้งกับรัฐ ปัญหาใหญ่มาก ๆ ของแนวคิดว่าด้วยรัฐแบบนี้มีหลายปัญหา ผมขอพูดปัญหาเดียวเพื่อให้เข้ากับประเด็นในวันนี้ ปัญหาใหญ่ที่ขอพูดปัญหาหนึ่งก็คือ ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนหลายต่อหลายแห่งในโลก รวมทั้งสังคมไทยด้วย ผู้ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการจัดระเบียบสังคม ใช้อำนาจความรุนแรงเหนือประชาชน ก็คือสถาบันองค์กรทางสังคมของประชาชนกันเองด้วย คือ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่แค่ทหาร ตำรวจ หรือกลไกรัฐในความหมายมาตรฐานอย่างที่เราคิดกัน

ดังนั้น แนวคิดที่อธิบายรัฐอีกกลุ่มแนวใหญ่ ๆ จึงเห็นว่ารัฐมีสภาวะคลุมเครือ ไม่แน่ชัด และเลื่อนไหล อันนี้อีกเช่นกันมีหลายนักคิดนักทฤษฎีพยายามชี้ว่ารัฐเป็นนามธรรมกว่านั้น เลื่อนไหลกว่านั้น เป็นตัวแทนของปฏิบัติการการใช้อำนาจทางสังคมจำนวนมาก ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ แต่มีรัฐในแง่ที่เป็นสถาบันหรือกลไกรัฐ เป็นสถาบันกลางคอยควบคุมกฎเพื่อเอื้ออำนวยให้การใช้อำนาจของเรา ๆ ท่าน ๆ ประจำวัน นั้นเป็นการใช้อย่างถูกต้องชอบธรรม หมายถึงยังต้องมีกลไกหรือสถาบันที่เป็นกลไกรัฐที่เป็นตัวเป็นตนเป็นตัวค้ำจุนการที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐอยู่ ไม่ได้ตัดทิ้งไปเลยว่า รัฐไม่มีส่วน

แนวคิดแบบที่สองนี้ชี้ให้เห็นว่า ในชีวิตประจำวัน กลไกรัฐที่เป็นรูปธรรมเหล่านั้น เขาไม่ลงมายุ่งกับเราหรอก เขามีไว้ค้ำจุนการที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต่างทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐ รัฐเหมือนกับเป็นสภาวะนามธรรมบางอย่างที่เป็นองค์รวมของการที่พวกเราใช้อำนาจกระทำต่อประชาชนด้วยกันเอง ภายใต้นามและกฎหมายที่มีสถาบันที่เป็นกลไกรัฐรองรับอยู่

ถ้าหากจะเทียบให้ใกล้เคียงและเข้าใจแนวคิดว่าด้วยรัฐในแบบที่สองได้ง่ายขึ้น ก็คือ รัฐก็เป็นทำนองเดียวกับตลาดของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ใครบอกผมได้บ้างครับว่าตลาดมีหน้าตาเป็นอย่างไร สูงหรือไม่ครับ หรือเตี้ย ผอมหรืออ้วน ตลาดนี่ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ หรือว่าพวกเราจะบอกว่าไม่มีตลาด เราฟังทีวีรอบกลางวันแทบทุกวันว่า วันนี้ตลาดขาขึ้น ผมไม่รู้ว่าคนออกทีวีเหล่านั้นเคยคุยกับตลาดหรือเปล่า ผมอยากให้เขาไปสัมภาษณ์ตลาดจังเลย เพราะเสียงของตลาดเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่เคยรู้จัก เราจะบอกว่าตลาดไม่มีอยู่ก็ไม่ได้ แต่เราจะบอกว่าตลาดมีสภาวะเป็นรูปธรรมเหมือนตำรวจทหาร เราก็พูดไม่ได้ เพราะว่าในทางเศรษฐกิจ ตลาดเป็นสภาวะที่มีอยู่จริงในแง่ที่เป็นสื่อกลางของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของทุกคนจำนวนมหาศาล ตลาดโดยตัวมันเองเป็นความเป็นจริงเท่าที่มันได้ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมหาศาลขึ้นไปสัมพันธ์กันในระดับนามธรรม รัฐก็เช่นเดียวกันในแนวคิดแบบที่สองนี้ พฤติกรรมที่แต่ละคนใช้อำนาจซึ่งกันและกัน ควบคุมบงการซึ่งกันและกัน คนแต่ละคนอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาคือกลไกรัฐ แต่ได้ประมวลกันขึ้นไปกลายเป็นสภาพนามธรรมทำนองเดียวกับตลาด แล้วเราเรียกสภาพนามธรรม ที่เป็นนามธรรมแต่มีตัวมีตนนั้นว่า รัฐ

รัฐก็คือตัวสื่อกลาง การใช้อำนาจต่อกันและกันของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม ไม่ได้แปลว่าคนจำนวนมหาศาลในสังคมเหล่านั้นมีอำนาจเท่ากันนะครับ ก็ทำนองเดียวกันกับตลาดที่เป็นสื่อกลางของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมหาศาล ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจำนวนมหาศาลที่มีพฤติกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้นมีอำนาจทางเศรษฐกิจเท่ากัน ไม่เกี่ยว อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตลาดและรัฐก็ทำนองเดียวกัน ในปริมณฑลทางการเมืองกับในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ

เรามักคิดว่า เฉพาะกลไกรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจบังคับควบคุมบงการ แต่ในสังคมสมัยใหม่ อำนาจกลับกระจายเป็นจุดย่อย ๆ กระจายไปในอาณาบริเวณ ไปในปริมณฑลต่าง ๆ ของชีวิตประจำวัน เป็นวาทกรรม เป็นแบบแผน เป็นมาตรฐาน ความคาดหวัง ให้คนคิดและทำตัวคล้าย ๆ กัน หรืออย่างน้อยที่สุด ถึงจะคิดว่าทำตัวต่างกัน แต่อยู่ในกรอบจำนวนหนึ่ง กรอบที่แน่นอนอันหนึ่ง และก็หวาดกลัวกับการละเมิด หวาดกลัวกับการแหกคอก เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นคนนอกคอก กลัวถูกหาว่าเป็นคนไม่เคารพ ไม่ทำตามแบบแผน สังคมสมัยใหม่ยิ่งซับซ้อน หน่วยของอำนาจที่ควบคุมหรือจำกัดการกระทำและพฤติกรรมของเรายิ่งกระจาย ยิ่งเป็นจุดย่อย ๆ และปฏิบัติการหรือลงมือกระทำการด้วยคนที่ไม่ใช่กลไกรัฐในความหมายอย่างที่เรารู้จักกัน แต่ด้วยคนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง

อำนาจควบคุมบงการชนิดนี้มักไม่ได้อาศัยตำรวจ ทหาร ศาล หรือโรงเรียน หรือส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่มีพลเมืองดีอยู่ทุกหัวระแหงที่พร้อมจะทำตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อรัฐ เข้ากังวลและใช้อำนาจต่อผู้ที่ละเมิดเสียเองโดยไม่ต้องอาศัยกลไกรัฐเลย ประชาชนด้วยกันนี่เองกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไปเรียบร้อยแล้ว ประชาชนด้วยกันนี่แหละที่เป็นผู้สอดส่องดูแลประชาชนด้วยกันเอง ตำรวจ ศาล เป็นมาตรการการควบคุมอย่างท้าย ๆ ที่ผู้คนจะใช้ก็ต่อเมื่อการควบคุมกันเองไม่สำเร็จ

อย่าคิดว่านี่คือสังคมนาซีนะครับ อย่าคิดว่าที่ผมกำลังพูดถึงคือสังคมฟาสซิสต์นะครับ สังคมปกติธรรมดาล้วนเป็นอย่างนี้ ในระดับที่มากน้อยต่างกันไป นี่คือสังคมสมัยใหม่ปกติ symptom หรืออาการป่วย หรืออาการที่เราทำตัวเป็นรัฐควบคุมกันเองที่เกิดเป็นปกติก็คือเรื่อง การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) การเซ็นเซอร์ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของทุกสังคม ในระดับมากหรือน้อยต่างกันไป

เดี๋ยวใครจะมาหาว่าผมมาจากอเมริกา แล้วมาดูถูกสังคมไทย ผมจะดูถูกสังคมอเมริกันให้ฟังก็ได้ ในระยะแรก ๆ ที่เขาส่งทหารไปอีรัก แล้วผู้คนก็แห่กันเชียร์บุช คนที่ค้านเรื่องสงครามแต่แรกต่างเซ็นเซอร์ตัวเองกันเป็นแถว เพราะถ้าพูดไม่ดี ก็ถูกเล่นงาน ถูกด่า นี่ขนาดสังคมอเมริกันนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ การเซ็นเซอร์ตัวเอง มันมีภาษาที่สุภาพกว่านั้นก็คือ คนอย่างผม อย่างเพื่อนผมหลายคน ที่ค้านตั้งแต่ต้น เราต้องรู้จักกาลเทศะ คือหุบปากเสีย ใช่หรือไม่ครับ นี่คือการเซ็นเซอร์ตัวเอง

กลับมาที่สังคมไทย เวลาเราเซ็นเซอร์ตัวเองที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร เรากลัวใครครับ? เราจะเซ็นเซอร์ตัวเองต่อเมื่อมีตำรวจมายืนใกล้ ๆ หรือ? แน่นอนถ้าตำรวจมายืนใกล้ ๆ นี่ผมเซ็นเซอร์ตัวเองเด็ดขาด แต่โดยปกติการเซ็นเซอร์ตัวเองเกิดขึ้นเพราะเรากลัวคนรอบ ๆ ข้างเรา เรากลัวประชาชนด้วยกันเอง เมื่อไหร่เราไม่แน่ใจว่าความคิดของเรานี่นอกรีตนอกรอยหรือเปล่า แบบแผนอยู่ตรงไหน เราชักไม่แน่ใจว่าเกณฑ์ที่ตั้งบังคับไว้ว่าเราควรมีพฤติกรรมอย่างไรมันอยู่ประมาณไหน พอเราไม่มั่นใจเราก็เซ็นเซอร์ตัวเองเสีย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตปกติสุข

ในแง่นี้ ในเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง ผมอยากถามสักนิดว่ารัฐอยู่ที่ไหน? อยู่ที่ประชาชนรอบข้างรัฐนั่นคือคำตอบหนึ่ง ลองคิดดูดี ๆ นะครับ รัฐอยู่ในจินตนาการของเราเอง เวลาเราไม่แน่ใจว่าทำแค่ไหนถึงจะอยู่รอดปลอดภัย เซ็นเซอร์ตัวเองไว้ก่อนดีกว่า ทั้งที่คนรอบข้างเราเขายังไม่ได้บอกอะไรเลยว่า คุณห้ามพูด คนรอบข้างเขายืนยิ้มอยู่ปกติ แต่เราไม่แน่ใจ จนกระทั่งต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ภาวะอย่างนั้น รัฐอยู่ที่ไหนครับ? รัฐอยู่ในหัวของเราเอง รัฐอยู่ในจินตนาการของเราเองว่า เราคิดว่าแค่นี้ไม่น่าพูดแล้ว เพราะเดี๋ยวคนรอบข้างจะว่าหรือไม่ว่า ทั้งที่จริง ๆ คนรอบข้างไม่ทันว่าอะไรเลย อาจจะเห็นด้วยกับเราก็ได้ เมื่อสักครู่นี้ตอนผมเตรียมใส่เสื้อเหลืองมา ผมก็นึกอยู่เหมือนกัน แต่อันนี้ไม่ต้องห่วงนะ ผมเตรียมไว้หลายแผน แผนเอ แผนบี แผนซี แผนเอ คนประท้วงหนัก แผนบี คนเฉย ๆ ไม่มีปฏิกิริยา แผนซี คนปรบมือชอบใจ ไม่ว่าคุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผมต่อได้ทั้งนั้น ผมก็ต้องจินตนาการเอาเอง เพราะผมไม่รู้ว่าคนรอบข้างกำลังจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผมต้องจินตนาการเอาเองว่า รัฐได้มาอยู่ท่ามกลางพวกเราในแบบไหนบ้าง เพราะในกรณีการเซ็นเซอร์ตัวเองทั้งหลายนั้น รัฐอยู่ในหัวของเราเอง

รัฐชนิดที่ประชาชนรอบข้างเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ รัฐชนิดที่สามารถเข้าไปอยู่ในหัวของเราเองได้ จึงเป็นรัฐที่ทรงพลังอย่างมาก ไม่มีตัวตนชัดเจนอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นอำนาจที่แฝงอยู่ในทุกอณูของชีวิตประจำวัน รัฐที่เป็นกลไกรูปธรรมมีตัวตนจึงอาจลดความสำคัญลง หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องทำงานอย่างที่เราคิด กินเงินเดือนสบาย เนื่องจากมีพวกเราช่วยคุมกันเอง แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ เพื่อเตือนเราว่าการใช้อำนาจรุนแรง การบังคับบงการเราอย่างเป็นรูปธรรมมีอยู่จริง เพื่อเตือนเราว่า มีกลไกที่เป็นมาตรการท้าย ๆ ที่สังคมจะลงมือใช้ ที่รัฐจะลงมือใช้ เมื่อประชาชนจัดการกันเองไม่สำเร็จ รัฐที่อยู่กับเราในชีวิตประจำวัน เป็น articulation of discursive control ก็คือ เป็น การประมวลอย่างเป็นนามธรรมของการควบคุมโดยวาทกรรม ไม่ใช่เป็นกลไกรัฐอย่างที่เราคิดกัน

แล้วทำไมจึงเกิดภาวะอย่างนี้ขึ้นได้?

เราเริ่มคำอธิบายจากบรรดาคนที่ศึกษาเรื่องรัฐและโดยเฉพาะเรื่องนี้มาจากนักมานุษยวิทยา ฐานที่ผมนำมาใช้ก็มาจากงานเล่มหนึ่งของนักมานุษยวิทยา

โดยมาก นักมานุษยวิทยามักจะอธิบายว่า รัฐชนิดแรก แบบที่กลไกรัฐมีตัวมีตน มีตำรวจ ศาล ทหาร โรงเรียน คอยควบคุมบงการเราอย่างเป็นรูปธรรมนั้น วิวัฒนาการมาสู่รัฐชนิดหลัง ซึ่งเป็น articulation of discursive control สังคมอย่างแรกวิวัฒนาการมาสู่สังคมอย่างที่สอง

ผมในฐานะนักประวัติศาสตร์จะขอย้อนกลับไปในอดีตอีกสักนิดหนึ่งว่า วิวัฒนาการนั้นมีมาก่อนรัฐแบบแรกเสียอีก ผมจะเล่าวิวัฒนาการในทำนองนี้ครับ แต่กรุณาอย่าถือสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าเป็นแบบแผนที่สำเร็จตายตัว ให้ถือเป็นแนวโน้มทั่ว ๆ ไป เพื่อทำความเข้าใจก็พอ

รัฐยุคก่อนสมัยใหม่ไม่ว่าที่ไหนในโลกล้วนมีองค์อธิปัตย์เป็นรูปธรรม หมายถึงว่ามีตัวบุคคลกุมอาวุธ เป็นเจ้าพ่อ เป็นลูกพี่ใหญ่ หรือเป็นเจ้าพ่อของกองกำลังที่คุมอาวุธ องค์อธิปัตย์เป็นบุคคลรูปธรรมที่คุมตำรวจ ศาล ทหาร คุมพระคลัง คุมที่ดิน คุมอะไรต่าง ๆ สังคมยุคก่อนสมัยใหม่เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น คือ องค์อธิปัตย์เป็นบุคคลรูปธรรม รัฐก่อนสมัยใหม่นี้ขีดจำกัดในการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดจะมีอยู่น้อย ในความหมายที่ว่าถ้าเขาจะใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด องค์อธิปัตย์ที่เป็นรูปธรรมของรัฐยุคก่อนสมัยใหม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือความเชื่ออื่น ๆ มักให้ความชอบธรรมกับการที่องค์อธิปัตย์ในยุคก่อนสมัยใหม่จะใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด รวมทั้งปลิดชีวิตผู้คนก็ทำได้ แต่ว่าในรัฐก่อนสมัยใหม่โดยทั่วไป ไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะใช้อำนาจที่เหลือล้นคณาดังกล่าว ไปยุ่มย่ามในชีวิตของผู้คนทุกวี่วันหรือแทรกซึมลงไปในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ ผมกำลังจะบอกว่ารัฐก่อนสมัยใหม่ที่มีองค์อธิปัตย์เป็นรูปธรรม มีอำนาจล้นฟ้าแต่จำกัดนิดเดียว คือ มีอำนาจในการใช้ความรุนแรงได้ล้นฟ้า แต่จำกัดอยู่ในแวดวงเล็กนิดเดียว เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่จะไปควบคุมบงการประชาชนทั่วทั้งอาณาเขต อาณาจักร ไม่มีเทคโนโลยีที่ทำได้ขนาดนั้น อย่างมากที่แผ่ขยายไกลออกไปก็เป็นเรื่องอุดมการณ์ (ideology) อย่างมากก็ผ่านระบบเกณฑ์ภาษี เกณฑ์แรงงาน หรือเก็บส่วย นั่นหมายถึงว่า ขอบข่ายที่จะใช้อำนาจรัฐที่ล้นฟ้าได้จริงนั้นมีจำกัด โดยทั่วไปรัฐชนิดนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน คนสามารถอยู่ได้ประจำวัน ประจำปี หรือมีบ่อยครั้งที่ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับรัฐเลยก็ได้ แม้ในความเป็นจริง คนก็ยังต้องเผชิญหน้ากับรัฐอยู่ ผ่านการถูกเกณฑ์แรงงาน ถูกเก็บส่วย ถูกเกณฑ์ไปรบเป็นประจำ

ต่อมารัฐสมัยใหม่ในระยะแรก องค์อธิปัตย์มักจะเริ่มกลายเป็น impersonal คือ ไม่กลายเป็นตัวบุคคลอีกต่อไป กล่าวคือ มีผู้นำรัฐที่ไม่ใช่ตัวรัฐเอง แต่ผู้นำรัฐได้รับมอบหมายให้มีอำนาจชอบธรรมในการควบคุมอาวุธ ใช้อำนาจคุมอาวุธ คุมคลัง เป็นอำนาจที่ผูกติดอยู่กับตำแหน่งในระบบราชการที่รองรับด้วยกฎหมาย impersonal ในที่นี้หมายความว่า จะเป็นลูกพี่ใหญ่เจ้าพ่อมาจากไหน คุณจะต้องพยายามเข้าครอบครองตำแหน่งนั้น จึงจะมีอำนาจที่ถูกต้องชอบธรรม ถ้าหากครองตำแหน่งในระบบราชการหรือในระบบกลไกของรัฐไม่ได้ คุณก็เป็นแค่นักเลงที่เที่ยวเกะกะระรานคน แต่คุณไม่ได้มีอำนาจอย่างชอบธรรมในการควบคุมกลไกของรัฐ อันนี้เป็นการที่รัฐกลายเป็น impersonal คือ ไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลอีกต่อไป

รัฐแบบนี้มีเทคโนโลยีในการแทรกแซงชีวิตผู้คนไปทั่วทุกหัวระแหงที่ก้าวหน้ากว่ารัฐก่อนหน้านั้น ระบบตำรวจ ทหาร ศาล การเก็บภาษี ระบบการศึกษา และอีกหลาย ๆ ระบบ สามารถเข้าใกล้ชิดสัมผัสกับผู้คนได้มากกว่ารัฐแบบโบราณ แต่ในขอบข่ายที่กว้างขวางขนาดนั้น รัฐแบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับประชาชนที่เริ่มมีสิทธิมีเสียง เริ่มกลายเป็นพลเมือง (citizen) นั่นหมายถึงว่า รัฐมักจะมีอำนาจไม่ล้นฟ้าอีกต่อไป จะทำอะไรต้องทำตามกฎหมาย ถูกกฎหมายจำกัดอำนาจ หรืออย่างเช่นในหลายประเทศในหลายสังคม ก็คือ ไม่มีอำนาจแม้กระทั่งจะปลิดชีวิตคน เว้นเสียแต่ว่าจะมีคำสั่งศาล เว้นเสียแต่ว่าจะมีระบบอื่น ๆ มาสั่งให้รัฐสามารถประหารชีวิตคนได้ รัฐที่มีเทคโนโลยีแผ่อำนาจตัวเองไปทั่วอาณาเขตของประเทศหนึ่ง ๆ กลับมีอำนาจจำกัดในแง่ของระดับหรือดีกรี รัฐจึงจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้

มีหลายรัฐในโลกนี้ที่เก่าก็ไม่เก่า ใหม่ก็ไม่ใหม่ เป็นรัฐที่เป็นมาเฟียแบบสมัยใหม่ องค์อธิปัตย์ค่อนข้างจะเป็น personal เป็นรูปธรรม และใช้อำนาจด้วย แถมยังมีเทคโนโลยีมากกว่ารัฐสมัยเก่า ยกตัวอย่างเช่น รัฐเผด็จการทหาร รัฐชนิดนี้กึ่งเก่ากึ่งใหม่ หรือพูดง่าย ๆ ว่า องค์อธิปัตย์มีอำนาจมากไปหน่อย แถมมีเทคโนโลยีด้วย มีหลายรัฐเป็นเช่นนี้เช่นกัน คือ ผสมสองแบบเข้าด้วยกัน

แต่ผมอยากจะยกตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่างรูปธรรมที่เป็นจริงในประวัติศาสตร์ ผมอยากจะยกตัวอย่างรัฐชนิดนี้ที่เป็น personal หมายความว่า ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและมีเทคโนโลยีที่น่ากลัว ผมอยากจะยกตัวอย่างเพียงแค่เพื่อความเข้าใจของเรานะครับ เป็นตัวอย่างจากนิยาย นั่นคือรัฐในวรรณกรรมเรื่อง 1984 ของ George Orwell ที่เป็นรัฐที่มีอำนาจล้นฟ้า แถมยังมีเทคโนโลยีมากมาย ถ้าเราเชื่อว่ารัฐเช่นนั้นมีอยู่จริงในโลกมนุษย์ คือ เป็นรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ (authoritarian) ทั้งหลาย ก็นึกเอาเองแล้วกันว่าตัวอย่างของรัฐแบบนี้คืออะไรบ้าง

คราวนี้ รัฐสมัยใหม่ที่เติบโตไปกว่านั้นอีก มีวุฒิภาวะหรือบางคนเรียกว่ารัฐแบบหลังสมัยใหม่ คงพอนึกออกนะครับ เมื่อสักครู่นี้เวลาผมพูดถึงรัฐที่เป็นนามธรรม ที่อาศัยหน่วยอำนาจย่อย ๆ ที่พวกเราควบคุมบงการกันเอง รัฐหลังสมัยใหม่หรือรัฐสมัยใหม่ที่เติบโตจนมีวุฒิภาวะเหมือนกับรัฐสมัยใหม่ช่วงแรกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือองค์อธิปัตย์เป็นนามธรรม Michel Foucault เคยใช้คำว่า sovereign without head คือ รัฐไม่เป็น personal อีกต่อไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีตัวมีตนอย่างที่เราคิดอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องมีระบบราชการที่เข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตคนด้วยซ้ำ แต่มีเทคโนโลยีแบบแทรกซึม และกลับกลายเป็นว่าหน่วยของอำนาจอยู่ในกลุ่มองค์กรของประชาชนด้วยกันเอง ทว่าความแตกต่างระหว่างรัฐที่วุฒิภาวะสูงขึ้นไปอีกหรือบางคนเรียกว่ารัฐหลังสมัยใหม่ กับ รัฐสมัยใหม่อย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือ รัฐสมัยใหม่ในระยะแรกมักจะมีจุดหมายคล้ายกับรัฐโบราณก่อนหน้านั้น คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ปกป้องทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน แก้ไขความขัดแย้งในสังคม เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้ รัฐทำหน้าที่เป็นลูกพี่ ผู้ใช้อำนาจให้ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเรียบร้อย แต่รัฐสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะหรือหลังสมัยใหม่กลับมีจุดหมายต่างออกไป กล่าวคือ มีจุดหมายเป็นการสร้างและหล่อหลอมประชากรให้มีผลิตภาพสูงที่สุด การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นจุดหมายอย่างหนึ่ง แต่เมื่อสังคมพอจะอยู่กันได้โดยที่ไม่มีวิกฤตขนาดใหญ่แล้ว หน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐแบบหลังสมัยใหม่หรือที่มีวุฒิภาวะจึงคือ การพยายามหล่อหลอมให้ประชาชนรู้จักการทำตัวให้มีประโยชน์ ในความหมายว่า มีศักยภาพในการมี productivity หรือมีผลิตภาพสูงสุด

เวลา Foucault พูดถึงรัฐควบคุมร่างกาย เขาเห็นว่ารัฐหลังสมัยใหม่หรือรัฐที่มีวุฒิภาวะใช้การควบคุมร่างกาย เป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางในการสร้างประชากรที่มีผลิตภาพสูงที่สุด ตำรวจ ทหาร เป็นกลไกรักษาความสงบ ซึ่งเป็น function (หน้าที่) หนึ่งของระบบระเบียบสังคม แต่การควบคุมและสร้างกรอบ สร้างกลไกของความเป็นปกติของสังคมสมัยใหม่นั้น มาจากอำนาจย่อย ๆ จำนวนมหาศาล ที่ใช้อำนาจโดยกลุ่มองค์กรทางสังคม โดยประชาสังคมกันเอง โดยประชาชนด้วยกันเอง ที่สมัครใจเป็นเจ้าของรัฐ เป็นเจ้าของสังคมมาตรฐานนี้ด้วยกัน ดังนั้น จึงลงมาใช้อำนาจควบคุมกันเอง โดยมีกลไกรัฐแบบเดิม ๆ อย่างที่เรารู้จักกัน คือ ตำรวจ ศาล ทหาร โรงเรียน เป็นเครื่องมือในขั้นสุดท้ายเท่านั้น เพราะในรัฐแบบที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นรัฐแบบหลังสมัยใหม่ อำนาจในการควบคุมกันเองมักจะมาจากทีวี สื่อมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะ ผู้นำทางสังคม ราษฎรอาวุโส คนเหล่านี้เป็นกลไกของรัฐในสังคมชนิดนี้ทั้งสิ้น

การควบคุมบงการไม่ใช่แค่อาศัยกฎหมาย เป็นกรอบที่จำกัดห้ามละเมิด แต่อาศัยวัฒนธรรม อาศัยแบบแผนการใช้ชีวิต อาศัยการสร้างกำหนดกฎเกณฑ์ต่อพฤติกรรมการใช้ความคิดการพูดการจา แล้วอาศัยเรา ๆ ท่าน ๆ สื่อมวลชนและผู้นำทางปัญญาอย่างที่ผมเพิ่งกล่าวมาเหล่านั้น เป็นผู้สร้าง norm สร้างมาตรฐานกฎเกณฑ์ ที่เราต้องเชื่อตาม ๆ กัน และก็ช่วยกันทำตัวเป็น agent ของการสถาปนามาตรฐานกฎเกณฑ์เหล่านั้น โดยไม่อยากให้คนรอบข้างเราละเมิดมาตรฐานกฎเกณฑ์ดังกล่าว

การควบคุมบงการโดยรัฐที่มีหูตาอยู่รอบเรา อย่างใน 1984 เรียกว่า Big Brother กรณีที่ผมกำลังพูดถึงต่างจากนั้น เพราะผู้เฝ้ามองของเราไม่ใช่ big brother แต่เป็น little brothers ที่อยู่ทั่วทุกหัวระแหง ประชากรใน 1984 สยบยอมต่อ big brother แต่ประชากรในรัฐแบบที่มี little brothers นี้ ไม่ได้กลัว แต่ยินดีทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐและกลไกรัฐโดยสมัครใจ ยินดีปรีดาปราโมทย์ด้วยความจงรักภักดีต่อรัฐ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในความกลัว เว้นเสียแต่คนที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง เวลาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะพูดแล้วละเมิดกรอบที่มีอยู่ในสังคมหรือเปล่า แต่โดยปกติ ประชาชนส่วนใหญ่จะชื่นชมยินดีที่ได้ช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเบ็ดเสร็จ ที่กลไกรัฐไม่ต้องกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เพราะประชาชนทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐในการสอดส่องควบคุมกันเองเรียบร้อยแล้ว

นี่อย่างไรครับ มานุษยวิทยา เรื่องใหญ่ในสังคม ก็คือ มนุษย์ปกติ ชีวิตปกติ ในชีวิตประจำวันได้ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา

แล้วสังคมไทยล่ะ สังคมไทยยืนอยู่ตรงไหนในแบบแผนหรือแนวโน้มแบบทั่วไปอย่างที่ผมว่ามาเมื่อสักครู่ สังคมไทยอยู่ตรงไหน? ผมขออนุญาตไม่ตอบ ผมเองก็ไม่ทราบ และในเมื่อเมื่อสักครู่ มันเป็นเพียงแนวความคิดและเป็นแบบแผน หมายถึงว่า อย่าว่าแต่สังคมไทยเลย ทุกสังคมอาจจะมีลักษณะเหล่านี้ปน ๆ กันอยู่ก็เป็นไปได้ เรายังเป็นสังคมโบราณที่มีองค์อธิปัตย์เป็น personal อยู่หรือเปล่า? หรือเราเป็นสังคมสมัยใหม่ในระยะแรกที่อำนาจอยู่กับระบบราชการ? หรือเราเป็นสังคมแบบ 1984 ที่มีองค์อธิปัตย์ที่เป็น personal เป็นมาเฟีย เป็น big brother แถมยังมีเทคโนโลยีอย่างที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก? หรือเราเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะ เป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ที่มีอำนาจการควบคุมบงการกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหงโดยประชาชนด้วยกันเอง? หรือเราเป็นอย่างละนิดอย่างละหน่อยของบรรดาสามสี่อย่างที่กล่าวมา? เราผสมกันอย่างไรระหว่างคุณสมบัติต่าง ๆ ในกรอบทั่ว ๆ ไปที่ผมลองเสนอให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ ผมตอบไม่ได้ แลไม่คิดจะตอบด้วย แต่ขออยากฝากว่า ให้เราลองคิดเอาเอง

ผมไม่คิดว่าเราเป็นรัฐสมัยใหม่ที่ mature (มีวุฒิภาวะ) สมมุติจากปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเป็นกันอยู่ จนกระทั่งทำให้ผมเอง คุณเอง ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นเยอะแยะ เพราะกลัวคนรอบ ๆ ข้าง แต่ผมก็ไม่คิดว่าเหตุที่สังคมไทยเป็นอย่างนี้ เป็นเพราะเราเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ หรือเป็นเพราะเราเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะอย่างที่ Foucault ว่า ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเรายังมีลักษณะของสังคมของรัฐแบบสมัยก่อน ก่อนสมัยใหม่ กับแบบสมัยใหม่ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะพอ อยู่ในหลาย ๆ แง่ ผมว่าเรายังเป็นรัฐเผด็จการ หรือใครจะเถียง?

แต่การตอบแบบนี้ การตอบแบบว่าเราเป็นรัฐแบบไหนอย่างไร ผมคิดว่าผมไม่อยากตอบเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ แต่น่าจะลองพยายามทำความเข้าใจว่า คุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่อย่างไรในสังคมไทย และที่สำคัญกว่า เราน่าจะพยายามอธิบายให้ได้ว่า ประวัติศาสตร์ของเราเป็นมาอย่างไร จึงทำให้มีลักษณะอย่างต่อไปนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ผสมกันอยู่

ในตอนท้ายนี้ ผมจะลองอธิบายว่า ทำไมสังคมไทยจึงมีปรากฏการณ์ที่ดูราวกับคล้ายสังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ทั้งที่สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ขนาดนั้น สังคมไทยเป็นสังคมอะไร ตอบกันเอาเองนะครับ ผมตอบได้อย่างเดียว เป็นสังคมเผด็จการ ผมถึงได้บอกว่าไม่มีใครเถียงผม โดยเฉพาะตอนนี้ เถียงไม่ได้แน่ ๆ

สังคมไทยเป็นอย่างไรจึงมีคุณสมบัติคล้ายคลึงหรือเข้าข่ายสภาวะที่กล่าวมา ราวกับเป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องนี้ ผมขอย้อนอีกครั้งหนึ่งว่า ความเข้าใจทั่วไปในหมู่นักวิชาการ หรือนักกิจกรรม (activists) หรือเอ็นจีโอนั้น เรามักจะเห็นว่าประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือแยกออกจากรัฐ ความเข้าใจนี้มีที่มาจากแนวคิดที่อิงแอบกับประสบการณ์รัฐสมัยใหม่ของยุโรป ที่ผมต้องพูดอันนี้ก็คือ บรรดาปัญญาชนสาธารณะฝ่ายประชาชนที่ชอบว่าผม ว่าอีกหลายคน ว่าอยากตามฝรั่งนั้น คนเหล่านั้นทำตัวรังเกียจฝรั่ง แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เขาคิดว่ารัฐและประชาชนแยกจากกันนั่นต่างหากเล่าที่มีฐานมาจากประสบการณ์ฝรั่ง คนเหล่านั้นไม่รู้ตัวเองว่ากำลังคิดแบบฝรั่ง คนที่ชอบแอบอ้างความเป็นไทยทั้งหลาย ชอบกล่าวหาว่าคนอื่นตามฝรั่ง มักไม่ค่อยนึกถึงประเด็นนี้ ถ้าหากจะวิจารณ์และโต้แย้งกัน ว่ากันตามเนื้อผ้า ใครรู้จักไม่รู้จักสังคมไทย ผมคิดว่าเราท่านทุกคนฉลาดและโง่พอกัน เป็นไทยและเป็นฝรั่งไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน เหมือน ๆ กัน ผมไม่ได้วิเศษกว่าใคร ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร ถ้าใครอยากเถียงว่าตัวเองเป็นไทยนัก ไม่อธิบายดีกว่า...

ประเด็นใหญ่สุดท้ายก็คือ จารีตของรัฐไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นอย่างไร? ใคร ๆ ที่บอกว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะ เป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ผมกลับคิดว่าสภาวะที่สังคมไทยมีประชาชนคอยสอดส่องควบคุมดูแลกันเองนั้น ไม่ได้มาจากเพราะการที่เราเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ แต่มาจากจารีตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนแบบที่เป็นอยู่ในสังคมไทยมาแต่โบราณบางอย่างและยังขจัดไม่หมด หรือสังคมไทยไม่คิดจะขจัดด้วยซ้ำไป และผมบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่า สังคมไทยต้องการจะขจัดหรือเปล่า และถ้าสังคมไทยไม่ต้องการจะขจัด ผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน เพราะสังคมก็คือสังคม ต้องมีวิวัฒนาการของตัวเอง

รัฐสมัยใหม่ในโลกตะวันตก คือผลผลิตของประสบการณ์ 2-3 ร้อยปีของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายอย่าง ทั้งความคิด ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ตลอดจนการเมือง ที่สำคัญได้แก่ การปฏิวัติศาสนา การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ผ่านการปฏิวัติสามอย่างนั้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 กล่าวอย่างสั้น ๆ รัฐอย่างที่เราเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตะวันตก ที่ว่ากลไกรัฐแยกจากประชาชน อยู่บนฐานของประสบการณ์โลกตะวันตก อยู่บนฐานของบริบทยุโรปตะวันตกที่ผ่านการปฏิวัติสามประการนั้น สังคมอื่นในโลกนี้นอกจากยุโรปตะวันตก ไม่มีสังคมใดแม้กระทั่งยุโรปตะวันออก ที่ผ่านการปฏิวัติทั้งสาม แต่สังคมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นสมัยใหม่ด้วยกระบวนการปรับปรุงปะทะสังสรรค์เลือกรับดัดแปลงอิทธิพลจากสังคมยุโรปตะวันตกที่ผ่านการปฏิวัติทั้งสามมา

สังคมไทยสร้างรัฐสมัยใหม่ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ สมัยรัชกาลที่ 5 ท่ามกลางเงื่อนไขทางสังคมคนละชนิด คนละเรื่องคนละราวกับสังคมยุโรปตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 สังคมไทยนำเอาโมเดลของระบบราชการมาปลูกในเนื้อดินของเราเอง อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์เพิ่งพูดเรื่องนี้ และสิ่งที่อาจารย์อเนกพูดก็เหมือนกันเลยกับที่รัชกาลที่ 5 ท่านได้ทรงเขียนไว้ใน พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี เมื่อในปี ค.ศ. 1906 คือ ต้องทำสิ่งที่งอกในเนื้อดินของเราเอง แต่ผมอยากจะบอกแค่ว่า สิ่งที่งอกในเนื้อดินของเราเอง ก็เอาจากฝรั่งมางอกนั่นแหละ

เราจะเข้าใจรัฐไทยปัจจุบันได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าใจความเป็นไทย เพราะมันไม่มี แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขว่า สิ่งเหล่านั้นเติบโตมาในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของเราเองอย่างไร จึงเป็นรากฐานสำคัญของรัฐในสมัยนั้นและต่อมาจนถึงบัดนี้ ท่ามกลางเงื่อนไขรากฐานนานาประการ ผมขอเน้นเงื่อนไขเพียงแค่บางด้านที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่พูดในวันนี้คือ มีเงื่อนไขอะไรบ้างจึงทำให้ประชาชนไทยทำตัวเป็น agent เป็นตัวแทนของรัฐบ่อย ๆ เงื่อนไขที่สำคัญดังกล่าวก็คือ สังคมไทย รัฐไทย เป็นรัฐสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ โดยชนชั้นนำสยามเพิ่งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฏฐาธิปัตย์เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางยิ่งกว่าเก่านี้ไม่ได้มาจากการขุดรากถอนโคนระบบเก่า ไม่ได้มาจากการขุดรากถอนโคนค่านิยมทางวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าที่ค้ำจุนระบอบก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงกลายเป็นการต่อตาต่อกิ่งออกจากต้นเดิม กลายพันธุ์เป็นระบบอำนาจเดิมที่ยังมีลักษณะวัฒนธรรมหลายอย่างเหมือนเดิมอยู่ ชนชั้นนำสยามฉลาดในการเลือกรับดัดแปลง รับส่วนดี ทิ้งส่วนเสีย แต่เป็นส่วนดีหรือส่วนเสียตามทัศนะหรือผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในสมัยนั้น รัฐสมัยใหม่ของไทยจึงมีเชื้อมูลของพันธุ์เดิม ของความคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเดิม ๆ อยู่มากน้อย กลายมาก กลายน้อย ต่าง ๆ กัน ซึ่งยังต้องรอการศึกษาอีกมาก การศึกษาทั้งหลายที่พยายามจะระบุว่า เราเป็นไทยหรือเราเป็นฝรั่ง เป็นไทยจึงดีและเลว ตามก้นฝรั่งจึงดีและเลว ผมคิดว่าหลงทางหมด เพราะเราไม่มีการเป็นไทยและเป็นฝรั่งอย่างเต็มตัวอีกต่อไป ต่อให้อยากเป็นฝรั่งแทบตาย อยากจะเป็นใจจะขาด ก็เป็นยาก ต่อให้อยากเป็นไทยเหมือนเดิมจนตาย ใจจะขาด ก็ไม่มีทางเป็นได้ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงที่ผสมผสานเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เรายังเข้าใจไม่มากพอ ผลก็คือ ผมเห็นว่ามีคุณสมบัติสามอย่างที่สืบทอดกลายพันธุ์มาจากความคิดวัฒนธรรมแบบเดิม ไม่ได้ถูกขจัดรากถอนโคน แล้วจึงมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่มีผลมาถึงรัฐในชีวิตประจำวันของคนไทยปัจจุบัน

ผมกำลังจะเสนอสามอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นแกนหรือเป็นกระดูกสันหลัง หรือบางคนจะเรียกเป็น สเต็ม เซลล์ ก็ได้ ของรัฐไทยแต่โบราณ และยังอยู่ในดีเอ็นเอของรัฐไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน อันเป็นเชื้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งบนฐานของรัฐไทย

คุณสมบัติสามประการที่เป็น สเต็ม เซลล์ หรือ เป็นฐานของรัฐไทย ที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้แก่ หนึ่ง คอนเซ็ปท์เรื่องอำนาจแบบบารมี สอง ระเบียบสังคมที่ถือเอา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ hierarchy of power เป็นแกนหลักของการจัดลำดับชั้นทางสังคม และสาม ความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนในสังคมแบบ organic อาจจะแปลว่า แบบชีวภาพ หรือถ้าหากผมจะทะลึ่งสักหน่อย ก็คือแปลว่าแบบองค์รวม

แนวความคิดเรื่องบารมีหมายความว่าอย่างไร? เอาเข้าจริง ผมเรียกแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก เพราะความคิดเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของสังคมไทยมีมาเก่าแก่ก่อนพุทธศาสนาเสียอีก แต่ผมขอเรียกแบบนี้ไปก่อน

อำนาจแบบสมัยใหม่ที่เราคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะที่เอามาจากฝรั่ง เป็นอำนาจที่ impersonal มากับตำแหน่งแห่งที่ตามกฎหมาย แต่อำนาจแบบบารมีกลับผูกติดกับคุณสมบัติของตัวบุคคลนั้นเอง คือเอาเข้าจริง ผมขออนุญาตไม่อธิบายกับท่านในที่นี้ว่า บารมีคืออะไรนะครับ เพราะผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนรู้ เก็บเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมต้องอธิบายให้ฝรั่งฟัง วันนั้นผมค่อยปวดหัวหน่อย เพราะว่าการจะอธิบายให้คนที่อยู่นอกวัฒนธรรมไทยได้เข้าใจว่าบารมีคืออะไร ผมว่าเป็นเรื่องลำบากมาก แต่ผมขอข้ามไปสั้น ๆ เนื่องจากผมใช้เวลามานานแล้วว่า หนึ่ง ที่ติดอยู่ในสังคมไทยตลอดเวลา คือ แนวความคิดเรื่องอำนาจแบบบารมี นั่นหมายถึงว่าวิธีที่เราใช้ในการ deal (จัดความสัมพันธ์) กับอำนาจ มันไม่ใช่อำนาจแบบ office แบบสมัยใหม่ แต่เป็นอำนาจที่ผูกติดกับบุคคล อยู่กับคุณสมบัติของบุคคล อยู่กับคุณธรรม อยู่กับพลังกับคุณสมบัติเชิงบุคคลบางอย่าง เป็นอำนาจแบบบารมี ไม่ใช่แบบฝรั่ง

เวลาเราคิดถึงอำนาจทางการเมืองในรัฐสมัยใหม่ เอาเข้าจริงเราจึงคิดตามความเข้าใจเรื่องบารมีอยู่ในหัว แต่เราไม่รู้ตัว ทว่าขณะเดียวกันพวกเราก็สมัยใหม่พอที่จะไม่คิดแบบนั้นเช่นกัน บ่อยครั้งความคิดเรื่องอำนาจแบบฝรั่ง แบบสมัยใหม่ กับแบบบารมี จึงปะทะปะปนกันอยู่ตลอดเวลา ผิดฝาผิดตัวไปเกือบหมด ความคาดหวังที่เรามีต่อพฤติกรรมทางการเมืองจึงลักลั่นปนเปกันอยู่ระหว่างอำนาจสองชนิด หมายถึงความคิดเรื่องอำนาจแบบฝรั่งกับความคิดเรื่องอำนาจแบบบารมีได้ปะปนกันอยู่เรื่อย

ในระยะหนึ่ง นักวิชาการไทย รวมทั้งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ด้วย พยายามจะอธิบายเรื่องอำนาจในสังคมไทยด้วยแนวความคิดที่แยกกันระหว่างอำนาจกับอิทธิพลว่าเป็นคนละประเภทกัน ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่าการพยายามเข้าใจเรื่องอำนาจว่า มีอำนาจกับอิทธิพล เป็นการหลงทางอย่างยิ่ง ผมอยากจะแนะนำว่า ใครสนใจเรื่องอำนาจ ให้สืบสาวเรื่องบารมีครับ ไม่ต้องแยกระหว่างอำนาจกับอิทธิพล สืบสาวว่าบารมีแปลว่าอะไร บารมีทำงานอย่างไร ผมว่าอันนี้ตรงตัวกว่าและเป็นไทยอย่างยิ่ง

คุณสมบัติข้อที่สองที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ก็คือ ระเบียบสังคมที่ถือเอา hierarchy of power เป็นแกนกลาง ผมกำลังพูดถึงระเบียบสังคมที่ถือเอาลำดับชั้นของบารมีเป็นแกนกลางในการจัดระเบียบทางสังคม รัฐทุกยุคทุกสมัย คือ อำนาจที่ปกป้อง รักษา ค้ำจุนระเบียบสังคมที่เชื่อว่าเป็นปกติ ที่ชนชั้นปกครองต้องการจรรโลงรักษา แต่ระเบียบสังคมที่รัฐสมัยใหม่ในโลกตะวันตกค้ำจุนรักษานั้น เป็นระเบียบสังคมที่ผ่านการปฏิวัติศาสนา อุตสาหกรรม และประชาธิปไตยมาแล้ว กลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันไม่ไว้ใจให้ใครมีอำนาจเหนือตัวเอง แล้วเริ่มเกิดปัจเจกชน กลายเป็นอะตอม กลายเป็นหน่วยย่อยที่สุดของระเบียบทางสังคม แต่ระเบียบสังคมที่ผมเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่นี้ไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย ระเบียบสังคมไทยที่รัฐไทยค้ำจุนรักษาไม่ได้มีประวัติศาสตร์มาแบบเดียวกัน จึงกลับเป็นระเบียบสังคมแบบ hierarchy กลุ่มผลประโยชน์และปัจเจกชนที่เกิดขึ้นเป็นหน่วยทางการเมืองในระยะหลัง ดำรงอยู่ท่ามกลางระเบียบสังคมแบบลำดับชั้นที่ยังฝังรากลึกและไม่เคยถูกถอนรากถอนโคน รัฐสมัยใหม่ในระยะแรกก็เป็นรัฐสมัยใหม่ที่ค้ำจุนระเบียบสังคมของลำดับชั้นของบารมีอย่างที่กล่าวมา และพยายามจะสถาปนาหรือ institutionalize คือทำให้ระเบียบสังคมที่ถือลำดับชั้นของบารมีกลายเป็นสถาบันทางสังคม

ลำดับชั้นของบารมีหมายความว่าอะไร? ผมใช้วิธียกตัวอย่าง ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะพวกคุณชอบว่านัก ว่าผมอยู่เมืองนอก ผมไม่รู้เรื่องแล้ว เอาอย่างนั้นก็ได้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนรู้จักเรื่องนี้ดีกว่าผม hierarchy ของบารมีมีหลายประเภท เวลาเราพูดถึงคนมีบารมี มีปัจจัยหลายประการ แต่เราเรียกรวม ๆ ได้ว่า บารมีทั้งนั้น เช่น เวลาผมจะประชุมเครือญาติจัดการกิจการบางอย่างในครอบครัว อาวุโสมาทันทีเลย เพราะผู้อาวุโสเป็นผู้มีบารมี แต่ทันทีที่ออกนอกการประชุมของเครือญาติ ไปอยู่ในการประชุมศูนย์มานุษยวิทยา seniority ไม่ใช่จุดตัดสินบารมีเสมอไป อาจจะเป็นเครื่องแบบ อาจจะเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ อาจจะเป็นความอาวุโสของความเป็นนักวิชาการ เช่น อาจารย์ (ม.ร.ว.) อคิน รพีพัฒน์เดินเข้ามา คนลุกกันพรึบพรับ ทั้งที่ผมเชื่อว่าในที่นี้หลายท่านอาวุโสในแง่อายุมากกว่าอาจารย์อคิน แต่บารมีกลับไม่ได้ตัดสินกันด้วยเรื่อง seniority เรื่องอายุ เรารู้ทันทีเลยว่ามีจุดอื่น ๆ มาตัดสินบารมี เรารู้ทันที รู้ได้อย่างไร ผมไม่ทราบ คุณอธิบายให้ฝรั่งฟังหน่อยนะ ผมรู้แต่ว่าผมพูดแค่นี้แล้วกัน เรารู้กันเลยว่าบารมีมีปัจจัยหลายอย่างมาตัดสิน และสังคมไทยจัดลำดับชั้นของบารมีอยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ท่านได้กล่าวไว้ใน ลักษณะการปกครองสยามแต่โบ