2007/Apr/09

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์สาขาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อนาคตของการศึกษาเรื่องรัฐ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ รัฐ จากมุมมองของชีวิตประจำวัน

ทาง invisiblenews.exteen.com จึงได้ทำการเรียบเรียงเนื้อหาของการปาฐกถาดังกล่าวมานำเสนอ ดังต่อไปนี้

(ในวันนั้น ธงชัยแต่งกายมาปาฐกถาอย่างมีนัยยะน่าสังเกต คือ เขาสวมเสื้อเชิ้ตอยู่ด้านใน แล้วสวมเสื้อยืดสีเหลืองตัวหนึ่งทับเสื้อเชิ้ตดังกล่าว และยังสวมเสื้อสูททับอยู่ภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้จะนำไปสู่การแสดงอากัปกิริยาประกอบปาฐกถาดังกล่าวที่น่าสนใจยิ่ง ดังจะได้นำเสนอต่อไป)

ผมขอใช้โอกาสนี้นำเสนอประเด็นสำคัญสองถึงสามประเด็น ซึ่งหวังว่าจะเชิญชวนให้เรา ๆ ท่าน ๆ คิดเกี่ยวกับเรื่องรัฐในชีวิตประจำวันในแง่มุมที่แตกต่างออกไป ตั้งคำถามกับหลายอย่างรอบ ๆ ตัวเราด้วยจิตใจที่ช่างสงสัยอยู่ตลอดเวลา

โดยประเด็นที่นำเสนอในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ผมกำลังคิด กำลังเขียน กำลังพยายามเล่า ซึ่งบังเอิญมันเข้ากันพอดีกับหัวข้อ รัฐในชีวิตประจำวัน ที่เป็นธีมของการจัดการประชุมคราวนี้

ปีสองปีที่ผ่านมา ผมมาเมืองไทยหลายครั้ง ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อตระเวนทำงาน คือการคุยกับ ศัตรูเก่า ผมหมายถึงพลพรรคฝ่ายขวา ที่เข้ากระทำการเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ผมตระเวนสัมภาษณ์และพูดคุยกับพวกเขาหลายคน พวกคุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า ผมคุยกับหัวหน้ากระทิงแดงมาหลายคนแล้ว คุยกับคนที่คุมสถานีวิทยุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์วันนั้น บางคนเป็นตัวการใหญ่ แต่ส่วนมากที่ผมคุยด้วยเป็นพลพรรคเล็ก ๆ ที่ทำมาหากินปกติ คนที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางพุ่งเข้าชนประตูรั้วธรรมศาสตร์ ก็เป็นคนที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยรู้จัก ผมก็คุยกับเขา

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เขาเป็นคนธรรมดา ทำมาหากิน แต่วันนั้น เขาลงมือปฏิบัติการ คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เช่นเดียวกับ ส่วนใหญ่ของบรรดาลูกเสือชาวบ้าน ซึ่ง Cathleen Bowie (ดู Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand) ศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านั้นเป็นประชาชนเดินถนนทำมาหากินปกติธรรมดา ทว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? เราจะบอกว่าเขาเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า?

หรือเราจะต้องคิดเสียใหม่ว่า รัฐไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กลไกรัฐในเชิงสถาบันต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงประชาชนธรรมดา คนชั้นกลางมีการศึกษาจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองรู้ดี ซึ่งทำตัวเป็น agent (ตัวแทน) ของรัฐอยู่ตลอดเวลาด้วยหรือเปล่า?

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? หรือว่าเราจะต้องคิดเรื่องรัฐกันเสียใหม่?

เวลาเราพูดถึงรัฐในชีวิตประจำวัน หมายความว่า เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนท่ามกลางการใช้ชีวิตปกติ ปกติคนเราไม่ว่าที่ไหนในโลก มีความคาดหวังเกี่ยวกับรัฐที่สวนทางกันแต่อยู่ควบคู่กันตลอดเวลา เช่น ด้านหนึ่ง เราไม่อยากให้รัฐมายุ่งกับชีวิตของเรา ขอให้อยู่ห่าง ๆ กลัว ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากวุ่นวาย ขอให้แต่ละวันผ่านไป โดยที่ชีวิตเราไม่ต้องเจอตำรวจได้เป็นดีที่สุด ในเวลาเดียวกัน เราเรียกร้องตลอดเวลาว่า รัฐน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐน่าจะเข้ามาจัดแจงจัดการจิปาถะกับชีวิตของเราเต็มไปหมด ตั้งแต่ตำรวจจราจร การจัดการถนน ซ่อมซอย บริการสาธารณะต่าง ๆ เราคุ้นเคยกันดีกับการบ่นเรียกร้องรัฐ รวมทั้งบ่นเรียกร้องให้รัฐเข้าทำหน้าที่ในส่วนที่รัฐไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง เอะอะก็โยนบาปให้รัฐอยู่เรื่อย ทั้งที่หลายเรื่อง ควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนทำกันเอง เราก็กลับมาบอกว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ทำไมตำรวจไม่จับ ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เราขอว่าอย่ายุ่งกับตำรวจได้เป็นดีที่สุดในแต่ละวัน

ตำรวจเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐในชีวิตประจำวันที่ดีที่สุด เราจึงไม่อยากเจอตำรวจเลยในแต่ละวัน แต่เราบ่นอยากให้ตำรวจทำนั่นทำนี่อยู่บ่อย ๆ

โรงเรียนก็เช่นกัน การจัดการการศึกษาของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราแทบทุกวัน ในทางวิชาการ เราบ่นอยู่เรื่อยว่า โรงเรียนมีพลังหล่อหลอมครอบงำอุดมการณ์สำเร็จเสียจนน่ากลัว เช่น กรณีของแบบเรียน เราเชื่อว่าแบบเรียนและระบบการศึกษาทำให้คนฝังหัวดักดานกับความคิดที่เราไม่ชอบหลาย ๆ อย่าง เช่น ความคิดชาตินิยมที่คับแคบ แต่ในเวลาเดียวกัน เราบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า โรงเรียนล้มเหลว ไม่เคยสอนให้ลูกเราเป็นคนดีพอ ทำให้เด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบันเสียผู้เสียคนหมด ตกลงโรงเรียนสำเร็จหรือโรงเรียนไม่สำเร็จ? ตกลงเราอยากให้รัฐทำให้ดีกว่านี้ หรืออยากให้โรงเรียนทำให้น้อยกว่านี้? หรือเราจะเอาทั้งสองอย่าง เห็นหรือไม่ครับ สวนทางกันอีกแล้ว แต่เราเอาทั้งคู่

เรามักคิดว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเป็นรัฐ เพราะว่ารัฐตามที่เราเข้าใจ หมายถึง กลไกการใช้อำนาจของทางการ เพื่อควบคุม บังคับ ปราบปราม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ต่อให้เราหลายท่านในที่นี้ เป็นข้าราชการในสถาบันการศึกษาของรัฐ ความรู้สึกของเราแต่ละคนก็มักจะเห็นตัวเองเป็นประชาชนเดินถนน ตัวเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ไม่ใช่กลไกรัฐที่ใช้อำนาจต่อประชาชน แต่แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เองที่ช่วยกันทำให้อุดมการณ์ โครงการหลาย ๆ อย่างของรัฐ กลายเป็นมาตรฐานของสังคม โดยที่กลไกรัฐไม่ต้องลงมาควบคุมบงการอย่างใกล้ชิด เราแทบทุกคนมีส่วนในการวางมาตรฐาน มีส่วนในการเที่ยวบอกเที่ยวชี้ว่า ใครบ้างเป็นผู้ที่ละเมิด แหกออกนอกกรอบความเป็นปกติ จนกระทั่งผู้คนหลายคนไม่กล้าที่จะแหกกรอบ ไม่กล้าที่จะทำอะไรเพราะเกิดความกลัว กลัวอะไรครับ? กลัวประชาชนด้วยกันเอง จนเราต้องทำตาม จนเราต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเองแผ่ขยายไป จนกระทั่งการที่เราไม่กล้าทำอะไรบางอย่างมันแผ่ซ่านไปหมด

ผมถามอะไรหน่อย ปกติที่เราไม่กล้าทำ เพราะมีตำรวจมายืนอยู่ใกล้ ๆ หรือเปล่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เรากลัวใคร? เรากลัวประชาชนรอบ ๆ ข้างเรา กลไกรัฐไม่มีทางแผ่ขยายลงควบคุมบงการได้ขนาดนั้น แต่เพราะประชาชนด้วยกันเองจำนวนไม่น้อยทำตัวเป็น agent ของรัฐ การควบคุมบงการของรัฐจึงสามารถแผ่ขยาย แผ่ซ่าน ได้ขนาดนั้น ประชาชนเหล่านั้นที่เรากลัวเป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

ประเด็นสำคัญที่จะพูดถึงเกี่ยวกับรัฐในชีวิตประจำวันในวันนี้ คือเรื่องนี้ คือเรื่องที่เราพบปะอยู่ทุกวัน เป็นปรากฏการณ์ใกล้ชิดเรามากเสียจนถูกมองข้ามเหนือปลายจมูกของเราเอง นั่นก็คือ เมื่อรัฐคือตัวเรา ประชาชนอย่างเราทุกท่านทำตัวเป็นกลไกรัฐเสียเอง แล้วมิเคยมองดูตัวเองว่า เรากำลังกระทำตัวเป็นกลไกรัฐอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวอย่างไรในชีวิตประจำวัน

ขออนุญาตนะครับ ร้อนครับ (จากนั้นธงชัยได้ถอดเสื้อสูทที่ตนเองสวมทับอยู่ภายนอกออก แล้วขว้างทิ้งไปทางด้านหลัง แล้วเขาก็ถอดเสื้อยืดสีเหลืองที่สวมทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตชั้นในสุดออกตามมา และนำเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวมาเช็ดตามหน้าตาและเนื้อตัว ก่อนจะขว้างเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวไปทางด้านหลังเช่นเดียวกันกับเสื้อสูท ส่งผลให้มีผู้ฟังปาฐกถาจำนวนมากหัวเราะและปรบมือให้กับการกระทำดังกล่าว)

ทำไมครับ ทำไมต้องปรบมือด้วยครับ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาประท้วงผม ก็เพราะคุณคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้หมายถึงเสื้อที่มีความหมายบางอย่าง คนที่ตบมือเมื่อสักครู่นี้ ก็ชอบใจเพราะคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้มีความหมายบางอย่าง นี่เสื้อโฆษณาโรงเรียนภาษาครับ

ใครเป็นคนบอกว่า เสื้อเหลืองมีความหมายอย่างหนึ่ง แล้วเห็นร่วมกันจำนวนไม่น้อย จึงได้ปรบมือ หรือหลายคนอาจจะกำลังไม่สบายใจ ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อตัวนี้มีความหมายอย่างไร มีตำรวจหรือไม่ครับ มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมาระบุหรือไม่ครับว่าเสื้อสีเหลืองตัวนี้หมายความว่าอะไร ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อสีเหลืองตัวนี้มีความหมายว่าอย่างนั้นหรืออย่างนี้ จึงเกิดอาการไม่สบายใจหรืออาการชอบใจ พวกคุณเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า? ทำไมคุณจึงใช้มาตรฐาน ใช้ความหมายเดียวกับที่รัฐได้โฆษณาอยู่ในระยะนี้ แล้วมาไม่สบายใจ แล้วมาปรบมือชอบใจ ทั้ง ๆ ที่เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อของโรงเรียนสอนภาษาที่แมดิสัน ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกัน แต่เพราะเราแต่ละคนเป็นคนแบกเอาความหมายบางอย่างมากับตัวเราอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ข้าง ๆ คอยบงการให้เราคิดไปในแบบเดียวกัน เราก็คิดไปเองตลอดเวลา

เวลาพูดว่าเมื่อประชาชนคือรัฐ เมื่อประชาชนทำตัวเป็นรัฐ เมื่อประชาชนเป็นกลไกรัฐเสียเอง ผมจะขอแบ่งประเด็นสำคัญที่จะเสนอถัดจากนี้ไปเป็นสามประเด็นต่อไปนี้ คือ

หนึ่ง แนวคิดทั่ว ๆ ไป ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องรัฐ ที่ถือรัฐเป็นองค์กร เป็นสถาบัน ที่ควบคุมการใช้อาวุธ ใช้อำนาจควบคุมและบงการความเป็นไปในสังคม

สอง แนวคิดที่เสนอว่า การใช้อำนาจควบคุมบงการความเป็นไปในสังคม อยู่เลยพ้นจากรัฐแบบที่หนึ่ง แบบที่พูดไปเมื่อสักครู่ แต่อยู่กับเรา ๆ ท่าน ๆ เองนี่แหละ

และสาม จะพยายามอธิบายสภาวะดังกล่าวในสังคมไทยว่า มีเงื่อนไข มีสภาวะอย่างไรในทางประวัติศาสตร์ จึงเอื้ออำนวยต่อปรากฏการณ์ที่พวกเรากลายเป็นตัวแทนหรือกลายเป็น agent ของรัฐ จากปรากฏการณ์ที่รัฐคือเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง เราจะเข้าใจสภาวะเช่นนี้ในประวัติศาสตร์สังคมไทยเองได้อย่างไร?

ประเด็นแรก ความเข้าใจทั่ว ๆ ไปในการศึกษาเรื่องรัฐ แบบที่เห็นรัฐเป็นกลไก เป็นสถาบัน เป็นองค์กร ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการชีวิตเรา รัฐในความหมายทั่ว ๆ ไปของเรา ๆ ท่าน ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการนั้น เราหมายถึงสถาบันทางการเมือง สถาบันในสังคม ที่มีอำนาจผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรง เพื่อการใช้อำนาจทางกฎหมาย เพื่อรักษากฎระเบียบทางสังคม รักษาความสงบราบเรียบ ขจัดลงโทษทำลายผู้คนหรือปัจจัยแปลกปลอมที่ผิดเพี้ยนเป็นอันตรายต่อสังคม นั่นคือที่เราเข้าใจรัฐโดยทั่ว ๆ ไป

โดยทั่วไปเมื่อเราพูดถึงรัฐ เราจึงพูดถึงกลไกหรือระนาบที่ผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรงเหล่านั้น เช่น ระบบราชการที่ทำหน้าที่ในการควบคุมบงการแง่มุมต่าง ๆ ในการใช้อำนาจ เราพูดถึงขอบข่ายของอำนาจที่อยู่ภายใต้ดินแดนที่แน่นอนของรัฐ เราพูดถึงผู้พิทักษ์รักษาปกป้องผลประโยชน์และผลักดันความเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ของประชาชน คือรัฐทำในนามประชาชน เราจะนึกถึงรัฐในแง่มุมแบบนี้

กับอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทฤษฎีโดยพื้นฐานปกติที่เราได้ยินมาตั้งแต่เราเรียนหนังสือ รัฐ คือ สถาบันที่เป็นองค์อธิปัตย์ มีความชอบธรรมที่ประชาชนมอบให้เพื่อทำหน้าที่องค์อธิปัตย์ในการสร้างกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย เก็บภาษี ใช้ภาษี และอื่น ๆ แม้ว่าจะเป็นมาร์กซิสต์ นีโอ-มาร์กซิสต์ หรือ ไม่ใช่พวกมาร์กซิสต์ ความเข้าใจเรื่องรัฐอย่างที่เพิ่งกล่าวมานี้ก็เป็นความเข้าใจร่วมโดยพื้นฐานของหลายสกุลความคิด

กลุ่มเหล่านี้เห็นตรงกันว่า รัฐเป็นสถาบันหรือองค์กร เป็นสิ่งที่มีตัวมีตน มีตำแหน่งแห่งที่ ไม่ใช่ลอย ๆ คลุม ๆ เครือ ๆ มีกลไกรัฐให้เห็นได้ เข้าใจได้ รับรู้ได้ เป็นรูปธรรม เช่น ทหาร ตำรวจ ระบบศาล ระบบราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น การศึกษาเรื่องรัฐตามปกติแทบทั้งหมดคือการศึกษาตามแนวคิดนี้ เราก็ศึกษาว่ากลไกรัฐทำงานอย่างไร ใช้อำนาจอย่างไร ใช้อำนาจถูกใช้อำนาจผิดอย่างไร

ตามแนวคิดแบบนี้เช่นกัน จึงมีการพูดถึงการต่อสู้ต่อต้านรัฐ โดยกลุ่มพลังทางการเมืองฝ่ายอื่น ที่สำคัญก็คือ ฝ่ายประชาชน ผู้ถูกกดขี่จากรัฐ ตามแนวคิดกลุ่มนี้มักจะเห็นประชาชนไม่ใช่รัฐ เป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐ เป็นพลังฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นกบฏชาวนาในสมัยโบราณ ต่อมาเป็นขบวนการต่อต้านรัฐในแบบต่าง ๆ หรือการอ้างในหมู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมว่าเป็นฝ่ายประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาชน อิงกับมวลชน เป็นแนวร่วมกับประชาชน พวกนี้ทั้งหมดวางอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า รัฐเป็นกลไกรัฐ ประชาชนคือฝั่งตรงข้าม หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน และจะมีการปะทะต่อสู้เป็นระยะ ๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดแบบที่หนึ่งทั้งหมด ประชาชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ และนี่คือฐานของความคิดที่พวกเรามักจะคุ้นเคยกันอยู่ นี่คือฐานของความคิดที่ทำให้เรามักจะไม่ค่อยเห็นว่าประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ ที่เป็นตัวดี ประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ คือ ตัวแทนของรัฐ

แนวคิดในทำนองนี้มีหลายอย่างหลายทฤษฎี รวมทั้งการพูดถึงประชาสังคม (civil society) ซึ่งมักจะชี้ให้เห็นว่าประชาสังคมเป็นคู่ตรงข้ามหรือเป็นพลังทางสังคมที่แตกต่างและขัดแย้งกับรัฐ ปัญหาใหญ่มาก ๆ ของแนวคิดว่าด้วยรัฐแบบนี้มีหลายปัญหา ผมขอพูดปัญหาเดียวเพื่อให้เข้ากับประเด็นในวันนี้ ปัญหาใหญ่ที่ขอพูดปัญหาหนึ่งก็คือ ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนหลายต่อหลายแห่งในโลก รวมทั้งสังคมไทยด้วย ผู้ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการจัดระเบียบสังคม ใช้อำนาจความรุนแรงเหนือประชาชน ก็คือสถาบันองค์กรทางสังคมของประชาชนกันเองด้วย คือ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่แค่ทหาร ตำรวจ หรือกลไกรัฐในความหมายมาตรฐานอย่างที่เราคิดกัน

ดังนั้น แนวคิดที่อธิบายรัฐอีกกลุ่มแนวใหญ่ ๆ จึงเห็นว่ารัฐมีสภาวะคลุมเครือ ไม่แน่ชัด และเลื่อนไหล อันนี้อีกเช่นกันมีหลายนักคิดนักทฤษฎีพยายามชี้ว่ารัฐเป็นนามธรรมกว่านั้น เลื่อนไหลกว่านั้น เป็นตัวแทนของปฏิบัติการการใช้อำนาจทางสังคมจำนวนมาก ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ แต่มีรัฐในแง