2007/Apr/09

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์สาขาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อนาคตของการศึกษาเรื่องรัฐ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ รัฐ จากมุมมองของชีวิตประจำวัน

ทาง invisiblenews.exteen.com จึงได้ทำการเรียบเรียงเนื้อหาของการปาฐกถาดังกล่าวมานำเสนอ ดังต่อไปนี้

(ในวันนั้น ธงชัยแต่งกายมาปาฐกถาอย่างมีนัยยะน่าสังเกต คือ เขาสวมเสื้อเชิ้ตอยู่ด้านใน แล้วสวมเสื้อยืดสีเหลืองตัวหนึ่งทับเสื้อเชิ้ตดังกล่าว และยังสวมเสื้อสูททับอยู่ภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้จะนำไปสู่การแสดงอากัปกิริยาประกอบปาฐกถาดังกล่าวที่น่าสนใจยิ่ง ดังจะได้นำเสนอต่อไป)

ผมขอใช้โอกาสนี้นำเสนอประเด็นสำคัญสองถึงสามประเด็น ซึ่งหวังว่าจะเชิญชวนให้เรา ๆ ท่าน ๆ คิดเกี่ยวกับเรื่องรัฐในชีวิตประจำวันในแง่มุมที่แตกต่างออกไป ตั้งคำถามกับหลายอย่างรอบ ๆ ตัวเราด้วยจิตใจที่ช่างสงสัยอยู่ตลอดเวลา

โดยประเด็นที่นำเสนอในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ผมกำลังคิด กำลังเขียน กำลังพยายามเล่า ซึ่งบังเอิญมันเข้ากันพอดีกับหัวข้อ รัฐในชีวิตประจำวัน ที่เป็นธีมของการจัดการประชุมคราวนี้

ปีสองปีที่ผ่านมา ผมมาเมืองไทยหลายครั้ง ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อตระเวนทำงาน คือการคุยกับ ศัตรูเก่า ผมหมายถึงพลพรรคฝ่ายขวา ที่เข้ากระทำการเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ผมตระเวนสัมภาษณ์และพูดคุยกับพวกเขาหลายคน พวกคุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า ผมคุยกับหัวหน้ากระทิงแดงมาหลายคนแล้ว คุยกับคนที่คุมสถานีวิทยุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์วันนั้น บางคนเป็นตัวการใหญ่ แต่ส่วนมากที่ผมคุยด้วยเป็นพลพรรคเล็ก ๆ ที่ทำมาหากินปกติ คนที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางพุ่งเข้าชนประตูรั้วธรรมศาสตร์ ก็เป็นคนที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยรู้จัก ผมก็คุยกับเขา

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เขาเป็นคนธรรมดา ทำมาหากิน แต่วันนั้น เขาลงมือปฏิบัติการ คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

เช่นเดียวกับ ส่วนใหญ่ของบรรดาลูกเสือชาวบ้าน ซึ่ง Cathleen Bowie (ดู Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand) ศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านั้นเป็นประชาชนเดินถนนทำมาหากินปกติธรรมดา ทว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? เราจะบอกว่าเขาเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า?

หรือเราจะต้องคิดเสียใหม่ว่า รัฐไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กลไกรัฐในเชิงสถาบันต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงประชาชนธรรมดา คนชั้นกลางมีการศึกษาจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองรู้ดี ซึ่งทำตัวเป็น agent (ตัวแทน) ของรัฐอยู่ตลอดเวลาด้วยหรือเปล่า?

คนเหล่านี้เป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ? หรือว่าเราจะต้องคิดเรื่องรัฐกันเสียใหม่?

เวลาเราพูดถึงรัฐในชีวิตประจำวัน หมายความว่า เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนท่ามกลางการใช้ชีวิตปกติ ปกติคนเราไม่ว่าที่ไหนในโลก มีความคาดหวังเกี่ยวกับรัฐที่สวนทางกันแต่อยู่ควบคู่กันตลอดเวลา เช่น ด้านหนึ่ง เราไม่อยากให้รัฐมายุ่งกับชีวิตของเรา ขอให้อยู่ห่าง ๆ กลัว ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากวุ่นวาย ขอให้แต่ละวันผ่านไป โดยที่ชีวิตเราไม่ต้องเจอตำรวจได้เป็นดีที่สุด ในเวลาเดียวกัน เราเรียกร้องตลอดเวลาว่า รัฐน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐน่าจะเข้ามาจัดแจงจัดการจิปาถะกับชีวิตของเราเต็มไปหมด ตั้งแต่ตำรวจจราจร การจัดการถนน ซ่อมซอย บริการสาธารณะต่าง ๆ เราคุ้นเคยกันดีกับการบ่นเรียกร้องรัฐ รวมทั้งบ่นเรียกร้องให้รัฐเข้าทำหน้าที่ในส่วนที่รัฐไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง เอะอะก็โยนบาปให้รัฐอยู่เรื่อย ทั้งที่หลายเรื่อง ควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนทำกันเอง เราก็กลับมาบอกว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ทำไมตำรวจไม่จับ ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เราขอว่าอย่ายุ่งกับตำรวจได้เป็นดีที่สุดในแต่ละวัน

ตำรวจเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐในชีวิตประจำวันที่ดีที่สุด เราจึงไม่อยากเจอตำรวจเลยในแต่ละวัน แต่เราบ่นอยากให้ตำรวจทำนั่นทำนี่อยู่บ่อย ๆ

โรงเรียนก็เช่นกัน การจัดการการศึกษาของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราแทบทุกวัน ในทางวิชาการ เราบ่นอยู่เรื่อยว่า โรงเรียนมีพลังหล่อหลอมครอบงำอุดมการณ์สำเร็จเสียจนน่ากลัว เช่น กรณีของแบบเรียน เราเชื่อว่าแบบเรียนและระบบการศึกษาทำให้คนฝังหัวดักดานกับความคิดที่เราไม่ชอบหลาย ๆ อย่าง เช่น ความคิดชาตินิยมที่คับแคบ แต่ในเวลาเดียวกัน เราบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า โรงเรียนล้มเหลว ไม่เคยสอนให้ลูกเราเป็นคนดีพอ ทำให้เด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบันเสียผู้เสียคนหมด ตกลงโรงเรียนสำเร็จหรือโรงเรียนไม่สำเร็จ? ตกลงเราอยากให้รัฐทำให้ดีกว่านี้ หรืออยากให้โรงเรียนทำให้น้อยกว่านี้? หรือเราจะเอาทั้งสองอย่าง เห็นหรือไม่ครับ สวนทางกันอีกแล้ว แต่เราเอาทั้งคู่

เรามักคิดว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเป็นรัฐ เพราะว่ารัฐตามที่เราเข้าใจ หมายถึง กลไกการใช้อำนาจของทางการ เพื่อควบคุม บังคับ ปราบปราม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ต่อให้เราหลายท่านในที่นี้ เป็นข้าราชการในสถาบันการศึกษาของรัฐ ความรู้สึกของเราแต่ละคนก็มักจะเห็นตัวเองเป็นประชาชนเดินถนน ตัวเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ไม่ใช่กลไกรัฐที่ใช้อำนาจต่อประชาชน แต่แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เองที่ช่วยกันทำให้อุดมการณ์ โครงการหลาย ๆ อย่างของรัฐ กลายเป็นมาตรฐานของสังคม โดยที่กลไกรัฐไม่ต้องลงมาควบคุมบงการอย่างใกล้ชิด เราแทบทุกคนมีส่วนในการวางมาตรฐาน มีส่วนในการเที่ยวบอกเที่ยวชี้ว่า ใครบ้างเป็นผู้ที่ละเมิด แหกออกนอกกรอบความเป็นปกติ จนกระทั่งผู้คนหลายคนไม่กล้าที่จะแหกกรอบ ไม่กล้าที่จะทำอะไรเพราะเกิดความกลัว กลัวอะไรครับ? กลัวประชาชนด้วยกันเอง จนเราต้องทำตาม จนเราต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเองแผ่ขยายไป จนกระทั่งการที่เราไม่กล้าทำอะไรบางอย่างมันแผ่ซ่านไปหมด

ผมถามอะไรหน่อย ปกติที่เราไม่กล้าทำ เพราะมีตำรวจมายืนอยู่ใกล้ ๆ หรือเปล่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เรากลัวใคร? เรากลัวประชาชนรอบ ๆ ข้างเรา กลไกรัฐไม่มีทางแผ่ขยายลงควบคุมบงการได้ขนาดนั้น แต่เพราะประชาชนด้วยกันเองจำนวนไม่น้อยทำตัวเป็น agent ของรัฐ การควบคุมบงการของรัฐจึงสามารถแผ่ขยาย แผ่ซ่าน ได้ขนาดนั้น ประชาชนเหล่านั้นที่เรากลัวเป็นกลไกรัฐหรือไม่ครับ?

ประเด็นสำคัญที่จะพูดถึงเกี่ยวกับรัฐในชีวิตประจำวันในวันนี้ คือเรื่องนี้ คือเรื่องที่เราพบปะอยู่ทุกวัน เป็นปรากฏการณ์ใกล้ชิดเรามากเสียจนถูกมองข้ามเหนือปลายจมูกของเราเอง นั่นก็คือ เมื่อรัฐคือตัวเรา ประชาชนอย่างเราทุกท่านทำตัวเป็นกลไกรัฐเสียเอง แล้วมิเคยมองดูตัวเองว่า เรากำลังกระทำตัวเป็นกลไกรัฐอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวอย่างไรในชีวิตประจำวัน

ขออนุญาตนะครับ ร้อนครับ (จากนั้นธงชัยได้ถอดเสื้อสูทที่ตนเองสวมทับอยู่ภายนอกออก แล้วขว้างทิ้งไปทางด้านหลัง แล้วเขาก็ถอดเสื้อยืดสีเหลืองที่สวมทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตชั้นในสุดออกตามมา และนำเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวมาเช็ดตามหน้าตาและเนื้อตัว ก่อนจะขว้างเสื้อยืดสีเหลืองดังกล่าวไปทางด้านหลังเช่นเดียวกันกับเสื้อสูท ส่งผลให้มีผู้ฟังปาฐกถาจำนวนมากหัวเราะและปรบมือให้กับการกระทำดังกล่าว)

ทำไมครับ ทำไมต้องปรบมือด้วยครับ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาประท้วงผม ก็เพราะคุณคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้หมายถึงเสื้อที่มีความหมายบางอย่าง คนที่ตบมือเมื่อสักครู่นี้ ก็ชอบใจเพราะคิดว่าเสื้อเหลืองตัวนี้มีความหมายบางอย่าง นี่เสื้อโฆษณาโรงเรียนภาษาครับ

ใครเป็นคนบอกว่า เสื้อเหลืองมีความหมายอย่างหนึ่ง แล้วเห็นร่วมกันจำนวนไม่น้อย จึงได้ปรบมือ หรือหลายคนอาจจะกำลังไม่สบายใจ ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อตัวนี้มีความหมายอย่างไร มีตำรวจหรือไม่ครับ มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมาระบุหรือไม่ครับว่าเสื้อสีเหลืองตัวนี้หมายความว่าอะไร ใครเป็นคนบอกคุณว่า เสื้อสีเหลืองตัวนี้มีความหมายว่าอย่างนั้นหรืออย่างนี้ จึงเกิดอาการไม่สบายใจหรืออาการชอบใจ พวกคุณเป็นกลไกรัฐหรือเปล่า? ทำไมคุณจึงใช้มาตรฐาน ใช้ความหมายเดียวกับที่รัฐได้โฆษณาอยู่ในระยะนี้ แล้วมาไม่สบายใจ แล้วมาปรบมือชอบใจ ทั้ง ๆ ที่เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อของโรงเรียนสอนภาษาที่แมดิสัน ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกัน แต่เพราะเราแต่ละคนเป็นคนแบกเอาความหมายบางอย่างมากับตัวเราอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ข้าง ๆ คอยบงการให้เราคิดไปในแบบเดียวกัน เราก็คิดไปเองตลอดเวลา

เวลาพูดว่าเมื่อประชาชนคือรัฐ เมื่อประชาชนทำตัวเป็นรัฐ เมื่อประชาชนเป็นกลไกรัฐเสียเอง ผมจะขอแบ่งประเด็นสำคัญที่จะเสนอถัดจากนี้ไปเป็นสามประเด็นต่อไปนี้ คือ

หนึ่ง แนวคิดทั่ว ๆ ไป ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องรัฐ ที่ถือรัฐเป็นองค์กร เป็นสถาบัน ที่ควบคุมการใช้อาวุธ ใช้อำนาจควบคุมและบงการความเป็นไปในสังคม

สอง แนวคิดที่เสนอว่า การใช้อำนาจควบคุมบงการความเป็นไปในสังคม อยู่เลยพ้นจากรัฐแบบที่หนึ่ง แบบที่พูดไปเมื่อสักครู่ แต่อยู่กับเรา ๆ ท่าน ๆ เองนี่แหละ

และสาม จะพยายามอธิบายสภาวะดังกล่าวในสังคมไทยว่า มีเงื่อนไข มีสภาวะอย่างไรในทางประวัติศาสตร์ จึงเอื้ออำนวยต่อปรากฏการณ์ที่พวกเรากลายเป็นตัวแทนหรือกลายเป็น agent ของรัฐ จากปรากฏการณ์ที่รัฐคือเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง เราจะเข้าใจสภาวะเช่นนี้ในประวัติศาสตร์สังคมไทยเองได้อย่างไร?

ประเด็นแรก ความเข้าใจทั่ว ๆ ไปในการศึกษาเรื่องรัฐ แบบที่เห็นรัฐเป็นกลไก เป็นสถาบัน เป็นองค์กร ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการชีวิตเรา รัฐในความหมายทั่ว ๆ ไปของเรา ๆ ท่าน ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการนั้น เราหมายถึงสถาบันทางการเมือง สถาบันในสังคม ที่มีอำนาจผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรง เพื่อการใช้อำนาจทางกฎหมาย เพื่อรักษากฎระเบียบทางสังคม รักษาความสงบราบเรียบ ขจัดลงโทษทำลายผู้คนหรือปัจจัยแปลกปลอมที่ผิดเพี้ยนเป็นอันตรายต่อสังคม นั่นคือที่เราเข้าใจรัฐโดยทั่ว ๆ ไป

โดยทั่วไปเมื่อเราพูดถึงรัฐ เราจึงพูดถึงกลไกหรือระนาบที่ผูกขาดกลไกการใช้ความรุนแรงเหล่านั้น เช่น ระบบราชการที่ทำหน้าที่ในการควบคุมบงการแง่มุมต่าง ๆ ในการใช้อำนาจ เราพูดถึงขอบข่ายของอำนาจที่อยู่ภายใต้ดินแดนที่แน่นอนของรัฐ เราพูดถึงผู้พิทักษ์รักษาปกป้องผลประโยชน์และผลักดันความเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ของประชาชน คือรัฐทำในนามประชาชน เราจะนึกถึงรัฐในแง่มุมแบบนี้

กับอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทฤษฎีโดยพื้นฐานปกติที่เราได้ยินมาตั้งแต่เราเรียนหนังสือ รัฐ คือ สถาบันที่เป็นองค์อธิปัตย์ มีความชอบธรรมที่ประชาชนมอบให้เพื่อทำหน้าที่องค์อธิปัตย์ในการสร้างกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย เก็บภาษี ใช้ภาษี และอื่น ๆ แม้ว่าจะเป็นมาร์กซิสต์ นีโอ-มาร์กซิสต์ หรือ ไม่ใช่พวกมาร์กซิสต์ ความเข้าใจเรื่องรัฐอย่างที่เพิ่งกล่าวมานี้ก็เป็นความเข้าใจร่วมโดยพื้นฐานของหลายสกุลความคิด

กลุ่มเหล่านี้เห็นตรงกันว่า รัฐเป็นสถาบันหรือองค์กร เป็นสิ่งที่มีตัวมีตน มีตำแหน่งแห่งที่ ไม่ใช่ลอย ๆ คลุม ๆ เครือ ๆ มีกลไกรัฐให้เห็นได้ เข้าใจได้ รับรู้ได้ เป็นรูปธรรม เช่น ทหาร ตำรวจ ระบบศาล ระบบราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น การศึกษาเรื่องรัฐตามปกติแทบทั้งหมดคือการศึกษาตามแนวคิดนี้ เราก็ศึกษาว่ากลไกรัฐทำงานอย่างไร ใช้อำนาจอย่างไร ใช้อำนาจถูกใช้อำนาจผิดอย่างไร

ตามแนวคิดแบบนี้เช่นกัน จึงมีการพูดถึงการต่อสู้ต่อต้านรัฐ โดยกลุ่มพลังทางการเมืองฝ่ายอื่น ที่สำคัญก็คือ ฝ่ายประชาชน ผู้ถูกกดขี่จากรัฐ ตามแนวคิดกลุ่มนี้มักจะเห็นประชาชนไม่ใช่รัฐ เป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐ เป็นพลังฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นกบฏชาวนาในสมัยโบราณ ต่อมาเป็นขบวนการต่อต้านรัฐในแบบต่าง ๆ หรือการอ้างในหมู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมว่าเป็นฝ่ายประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาชน อิงกับมวลชน เป็นแนวร่วมกับประชาชน พวกนี้ทั้งหมดวางอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า รัฐเป็นกลไกรัฐ ประชาชนคือฝั่งตรงข้าม หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน และจะมีการปะทะต่อสู้เป็นระยะ ๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดแบบที่หนึ่งทั้งหมด ประชาชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ และนี่คือฐานของความคิดที่พวกเรามักจะคุ้นเคยกันอยู่ นี่คือฐานของความคิดที่ทำให้เรามักจะไม่ค่อยเห็นว่าประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ ที่เป็นตัวดี ประชาชนด้วยกันเองนี่แหละ คือ ตัวแทนของรัฐ

แนวคิดในทำนองนี้มีหลายอย่างหลายทฤษฎี รวมทั้งการพูดถึงประชาสังคม (civil society) ซึ่งมักจะชี้ให้เห็นว่าประชาสังคมเป็นคู่ตรงข้ามหรือเป็นพลังทางสังคมที่แตกต่างและขัดแย้งกับรัฐ ปัญหาใหญ่มาก ๆ ของแนวคิดว่าด้วยรัฐแบบนี้มีหลายปัญหา ผมขอพูดปัญหาเดียวเพื่อให้เข้ากับประเด็นในวันนี้ ปัญหาใหญ่ที่ขอพูดปัญหาหนึ่งก็คือ ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนหลายต่อหลายแห่งในโลก รวมทั้งสังคมไทยด้วย ผู้ที่ใช้อำนาจในการควบคุมบงการจัดระเบียบสังคม ใช้อำนาจความรุนแรงเหนือประชาชน ก็คือสถาบันองค์กรทางสังคมของประชาชนกันเองด้วย คือ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่แค่ทหาร ตำรวจ หรือกลไกรัฐในความหมายมาตรฐานอย่างที่เราคิดกัน

ดังนั้น แนวคิดที่อธิบายรัฐอีกกลุ่มแนวใหญ่ ๆ จึงเห็นว่ารัฐมีสภาวะคลุมเครือ ไม่แน่ชัด และเลื่อนไหล อันนี้อีกเช่นกันมีหลายนักคิดนักทฤษฎีพยายามชี้ว่ารัฐเป็นนามธรรมกว่านั้น เลื่อนไหลกว่านั้น เป็นตัวแทนของปฏิบัติการการใช้อำนาจทางสังคมจำนวนมาก ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ แต่มีรัฐในแง่ที่เป็นสถาบันหรือกลไกรัฐ เป็นสถาบันกลางคอยควบคุมกฎเพื่อเอื้ออำนวยให้การใช้อำนาจของเรา ๆ ท่าน ๆ ประจำวัน นั้นเป็นการใช้อย่างถูกต้องชอบธรรม หมายถึงยังต้องมีกลไกหรือสถาบันที่เป็นกลไกรัฐที่เป็นตัวเป็นตนเป็นตัวค้ำจุนการที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐอยู่ ไม่ได้ตัดทิ้งไปเลยว่า รัฐไม่มีส่วน

แนวคิดแบบที่สองนี้ชี้ให้เห็นว่า ในชีวิตประจำวัน กลไกรัฐที่เป็นรูปธรรมเหล่านั้น เขาไม่ลงมายุ่งกับเราหรอก เขามีไว้ค้ำจุนการที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต่างทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐ รัฐเหมือนกับเป็นสภาวะนามธรรมบางอย่างที่เป็นองค์รวมของการที่พวกเราใช้อำนาจกระทำต่อประชาชนด้วยกันเอง ภายใต้นามและกฎหมายที่มีสถาบันที่เป็นกลไกรัฐรองรับอยู่

ถ้าหากจะเทียบให้ใกล้เคียงและเข้าใจแนวคิดว่าด้วยรัฐในแบบที่สองได้ง่ายขึ้น ก็คือ รัฐก็เป็นทำนองเดียวกับตลาดของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ใครบอกผมได้บ้างครับว่าตลาดมีหน้าตาเป็นอย่างไร สูงหรือไม่ครับ หรือเตี้ย ผอมหรืออ้วน ตลาดนี่ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ หรือว่าพวกเราจะบอกว่าไม่มีตลาด เราฟังทีวีรอบกลางวันแทบทุกวันว่า วันนี้ตลาดขาขึ้น ผมไม่รู้ว่าคนออกทีวีเหล่านั้นเคยคุยกับตลาดหรือเปล่า ผมอยากให้เขาไปสัมภาษณ์ตลาดจังเลย เพราะเสียงของตลาดเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่เคยรู้จัก เราจะบอกว่าตลาดไม่มีอยู่ก็ไม่ได้ แต่เราจะบอกว่าตลาดมีสภาวะเป็นรูปธรรมเหมือนตำรวจทหาร เราก็พูดไม่ได้ เพราะว่าในทางเศรษฐกิจ ตลาดเป็นสภาวะที่มีอยู่จริงในแง่ที่เป็นสื่อกลางของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของทุกคนจำนวนมหาศาล ตลาดโดยตัวมันเองเป็นความเป็นจริงเท่าที่มันได้ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมหาศาลขึ้นไปสัมพันธ์กันในระดับนามธรรม รัฐก็เช่นเดียวกันในแนวคิดแบบที่สองนี้ พฤติกรรมที่แต่ละคนใช้อำนาจซึ่งกันและกัน ควบคุมบงการซึ่งกันและกัน คนแต่ละคนอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาคือกลไกรัฐ แต่ได้ประมวลกันขึ้นไปกลายเป็นสภาพนามธรรมทำนองเดียวกับตลาด แล้วเราเรียกสภาพนามธรรม ที่เป็นนามธรรมแต่มีตัวมีตนนั้นว่า รัฐ

รัฐก็คือตัวสื่อกลาง การใช้อำนาจต่อกันและกันของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม ไม่ได้แปลว่าคนจำนวนมหาศาลในสังคมเหล่านั้นมีอำนาจเท่ากันนะครับ ก็ทำนองเดียวกันกับตลาดที่เป็นสื่อกลางของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมหาศาล ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจำนวนมหาศาลที่มีพฤติกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้นมีอำนาจทางเศรษฐกิจเท่ากัน ไม่เกี่ยว อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตลาดและรัฐก็ทำนองเดียวกัน ในปริมณฑลทางการเมืองกับในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ

เรามักคิดว่า เฉพาะกลไกรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจบังคับควบคุมบงการ แต่ในสังคมสมัยใหม่ อำนาจกลับกระจายเป็นจุดย่อย ๆ กระจายไปในอาณาบริเวณ ไปในปริมณฑลต่าง ๆ ของชีวิตประจำวัน เป็นวาทกรรม เป็นแบบแผน เป็นมาตรฐาน ความคาดหวัง ให้คนคิดและทำตัวคล้าย ๆ กัน หรืออย่างน้อยที่สุด ถึงจะคิดว่าทำตัวต่างกัน แต่อยู่ในกรอบจำนวนหนึ่ง กรอบที่แน่นอนอันหนึ่ง และก็หวาดกลัวกับการละเมิด หวาดกลัวกับการแหกคอก เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นคนนอกคอก กลัวถูกหาว่าเป็นคนไม่เคารพ ไม่ทำตามแบบแผน สังคมสมัยใหม่ยิ่งซับซ้อน หน่วยของอำนาจที่ควบคุมหรือจำกัดการกระทำและพฤติกรรมของเรายิ่งกระจาย ยิ่งเป็นจุดย่อย ๆ และปฏิบัติการหรือลงมือกระทำการด้วยคนที่ไม่ใช่กลไกรัฐในความหมายอย่างที่เรารู้จักกัน แต่ด้วยคนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง

อำนาจควบคุมบงการชนิดนี้มักไม่ได้อาศัยตำรวจ ทหาร ศาล หรือโรงเรียน หรือส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่มีพลเมืองดีอยู่ทุกหัวระแหงที่พร้อมจะทำตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อรัฐ เข้ากังวลและใช้อำนาจต่อผู้ที่ละเมิดเสียเองโดยไม่ต้องอาศัยกลไกรัฐเลย ประชาชนด้วยกันนี่เองกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไปเรียบร้อยแล้ว ประชาชนด้วยกันนี่แหละที่เป็นผู้สอดส่องดูแลประชาชนด้วยกันเอง ตำรวจ ศาล เป็นมาตรการการควบคุมอย่างท้าย ๆ ที่ผู้คนจะใช้ก็ต่อเมื่อการควบคุมกันเองไม่สำเร็จ

อย่าคิดว่านี่คือสังคมนาซีนะครับ อย่าคิดว่าที่ผมกำลังพูดถึงคือสังคมฟาสซิสต์นะครับ สังคมปกติธรรมดาล้วนเป็นอย่างนี้ ในระดับที่มากน้อยต่างกันไป นี่คือสังคมสมัยใหม่ปกติ symptom หรืออาการป่วย หรืออาการที่เราทำตัวเป็นรัฐควบคุมกันเองที่เกิดเป็นปกติก็คือเรื่อง การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) การเซ็นเซอร์ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของทุกสังคม ในระดับมากหรือน้อยต่างกันไป

เดี๋ยวใครจะมาหาว่าผมมาจากอเมริกา แล้วมาดูถูกสังคมไทย ผมจะดูถูกสังคมอเมริกันให้ฟังก็ได้ ในระยะแรก ๆ ที่เขาส่งทหารไปอีรัก แล้วผู้คนก็แห่กันเชียร์บุช คนที่ค้านเรื่องสงครามแต่แรกต่างเซ็นเซอร์ตัวเองกันเป็นแถว เพราะถ้าพูดไม่ดี ก็ถูกเล่นงาน ถูกด่า นี่ขนาดสังคมอเมริกันนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ การเซ็นเซอร์ตัวเอง มันมีภาษาที่สุภาพกว่านั้นก็คือ คนอย่างผม อย่างเพื่อนผมหลายคน ที่ค้านตั้งแต่ต้น เราต้องรู้จักกาลเทศะ คือหุบปากเสีย ใช่หรือไม่ครับ นี่คือการเซ็นเซอร์ตัวเอง

กลับมาที่สังคมไทย เวลาเราเซ็นเซอร์ตัวเองที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร เรากลัวใครครับ? เราจะเซ็นเซอร์ตัวเองต่อเมื่อมีตำรวจมายืนใกล้ ๆ หรือ? แน่นอนถ้าตำรวจมายืนใกล้ ๆ นี่ผมเซ็นเซอร์ตัวเองเด็ดขาด แต่โดยปกติการเซ็นเซอร์ตัวเองเกิดขึ้นเพราะเรากลัวคนรอบ ๆ ข้างเรา เรากลัวประชาชนด้วยกันเอง เมื่อไหร่เราไม่แน่ใจว่าความคิดของเรานี่นอกรีตนอกรอยหรือเปล่า แบบแผนอยู่ตรงไหน เราชักไม่แน่ใจว่าเกณฑ์ที่ตั้งบังคับไว้ว่าเราควรมีพฤติกรรมอย่างไรมันอยู่ประมาณไหน พอเราไม่มั่นใจเราก็เซ็นเซอร์ตัวเองเสีย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตปกติสุข

ในแง่นี้ ในเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง ผมอยากถามสักนิดว่ารัฐอยู่ที่ไหน? อยู่ที่ประชาชนรอบข้างรัฐนั่นคือคำตอบหนึ่ง ลองคิดดูดี ๆ นะครับ รัฐอยู่ในจินตนาการของเราเอง เวลาเราไม่แน่ใจว่าทำแค่ไหนถึงจะอยู่รอดปลอดภัย เซ็นเซอร์ตัวเองไว้ก่อนดีกว่า ทั้งที่คนรอบข้างเราเขายังไม่ได้บอกอะไรเลยว่า คุณห้ามพูด คนรอบข้างเขายืนยิ้มอยู่ปกติ แต่เราไม่แน่ใจ จนกระทั่งต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ภาวะอย่างนั้น รัฐอยู่ที่ไหนครับ? รัฐอยู่ในหัวของเราเอง รัฐอยู่ในจินตนาการของเราเองว่า เราคิดว่าแค่นี้ไม่น่าพูดแล้ว เพราะเดี๋ยวคนรอบข้างจะว่าหรือไม่ว่า ทั้งที่จริง ๆ คนรอบข้างไม่ทันว่าอะไรเลย อาจจะเห็นด้วยกับเราก็ได้ เมื่อสักครู่นี้ตอนผมเตรียมใส่เสื้อเหลืองมา ผมก็นึกอยู่เหมือนกัน แต่อันนี้ไม่ต้องห่วงนะ ผมเตรียมไว้หลายแผน แผนเอ แผนบี แผนซี แผนเอ คนประท้วงหนัก แผนบี คนเฉย ๆ ไม่มีปฏิกิริยา แผนซี คนปรบมือชอบใจ ไม่ว่าคุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผมต่อได้ทั้งนั้น ผมก็ต้องจินตนาการเอาเอง เพราะผมไม่รู้ว่าคนรอบข้างกำลังจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผมต้องจินตนาการเอาเองว่า รัฐได้มาอยู่ท่ามกลางพวกเราในแบบไหนบ้าง เพราะในกรณีการเซ็นเซอร์ตัวเองทั้งหลายนั้น รัฐอยู่ในหัวของเราเอง

รัฐชนิดที่ประชาชนรอบข้างเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ รัฐชนิดที่สามารถเข้าไปอยู่ในหัวของเราเองได้ จึงเป็นรัฐที่ทรงพลังอย่างมาก ไม่มีตัวตนชัดเจนอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นอำนาจที่แฝงอยู่ในทุกอณูของชีวิตประจำวัน รัฐที่เป็นกลไกรูปธรรมมีตัวตนจึงอาจลดความสำคัญลง หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องทำงานอย่างที่เราคิด กินเงินเดือนสบาย เนื่องจากมีพวกเราช่วยคุมกันเอง แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ เพื่อเตือนเราว่าการใช้อำนาจรุนแรง การบังคับบงการเราอย่างเป็นรูปธรรมมีอยู่จริง เพื่อเตือนเราว่า มีกลไกที่เป็นมาตรการท้าย ๆ ที่สังคมจะลงมือใช้ ที่รัฐจะลงมือใช้ เมื่อประชาชนจัดการกันเองไม่สำเร็จ รัฐที่อยู่กับเราในชีวิตประจำวัน เป็น articulation of discursive control ก็คือ เป็น การประมวลอย่างเป็นนามธรรมของการควบคุมโดยวาทกรรม ไม่ใช่เป็นกลไกรัฐอย่างที่เราคิดกัน

แล้วทำไมจึงเกิดภาวะอย่างนี้ขึ้นได้?

เราเริ่มคำอธิบายจากบรรดาคนที่ศึกษาเรื่องรัฐและโดยเฉพาะเรื่องนี้มาจากนักมานุษยวิทยา ฐานที่ผมนำมาใช้ก็มาจากงานเล่มหนึ่งของนักมานุษยวิทยา

โดยมาก นักมานุษยวิทยามักจะอธิบายว่า รัฐชนิดแรก แบบที่กลไกรัฐมีตัวมีตน มีตำรวจ ศาล ทหาร โรงเรียน คอยควบคุมบงการเราอย่างเป็นรูปธรรมนั้น วิวัฒนาการมาสู่รัฐชนิดหลัง ซึ่งเป็น articulation of discursive control สังคมอย่างแรกวิวัฒนาการมาสู่สังคมอย่างที่สอง

ผมในฐานะนักประวัติศาสตร์จะขอย้อนกลับไปในอดีตอีกสักนิดหนึ่งว่า วิวัฒนาการนั้นมีมาก่อนรัฐแบบแรกเสียอีก ผมจะเล่าวิวัฒนาการในทำนองนี้ครับ แต่กรุณาอย่าถือสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าเป็นแบบแผนที่สำเร็จตายตัว ให้ถือเป็นแนวโน้มทั่ว ๆ ไป เพื่อทำความเข้าใจก็พอ

รัฐยุคก่อนสมัยใหม่ไม่ว่าที่ไหนในโลกล้วนมีองค์อธิปัตย์เป็นรูปธรรม หมายถึงว่ามีตัวบุคคลกุมอาวุธ เป็นเจ้าพ่อ เป็นลูกพี่ใหญ่ หรือเป็นเจ้าพ่อของกองกำลังที่คุมอาวุธ องค์อธิปัตย์เป็นบุคคลรูปธรรมที่คุมตำรวจ ศาล ทหาร คุมพระคลัง คุมที่ดิน คุมอะไรต่าง ๆ สังคมยุคก่อนสมัยใหม่เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น คือ องค์อธิปัตย์เป็นบุคคลรูปธรรม รัฐก่อนสมัยใหม่นี้ขีดจำกัดในการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดจะมีอยู่น้อย ในความหมายที่ว่าถ้าเขาจะใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด องค์อธิปัตย์ที่เป็นรูปธรรมของรัฐยุคก่อนสมัยใหม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือความเชื่ออื่น ๆ มักให้ความชอบธรรมกับการที่องค์อธิปัตย์ในยุคก่อนสมัยใหม่จะใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด รวมทั้งปลิดชีวิตผู้คนก็ทำได้ แต่ว่าในรัฐก่อนสมัยใหม่โดยทั่วไป ไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะใช้อำนาจที่เหลือล้นคณาดังกล่าว ไปยุ่มย่ามในชีวิตของผู้คนทุกวี่วันหรือแทรกซึมลงไปในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ ผมกำลังจะบอกว่ารัฐก่อนสมัยใหม่ที่มีองค์อธิปัตย์เป็นรูปธรรม มีอำนาจล้นฟ้าแต่จำกัดนิดเดียว คือ มีอำนาจในการใช้ความรุนแรงได้ล้นฟ้า แต่จำกัดอยู่ในแวดวงเล็กนิดเดียว เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่จะไปควบคุมบงการประชาชนทั่วทั้งอาณาเขต อาณาจักร ไม่มีเทคโนโลยีที่ทำได้ขนาดนั้น อย่างมากที่แผ่ขยายไกลออกไปก็เป็นเรื่องอุดมการณ์ (ideology) อย่างมากก็ผ่านระบบเกณฑ์ภาษี เกณฑ์แรงงาน หรือเก็บส่วย นั่นหมายถึงว่า ขอบข่ายที่จะใช้อำนาจรัฐที่ล้นฟ้าได้จริงนั้นมีจำกัด โดยทั่วไปรัฐชนิดนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน คนสามารถอยู่ได้ประจำวัน ประจำปี หรือมีบ่อยครั้งที่ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับรัฐเลยก็ได้ แม้ในความเป็นจริง คนก็ยังต้องเผชิญหน้ากับรัฐอยู่ ผ่านการถูกเกณฑ์แรงงาน ถูกเก็บส่วย ถูกเกณฑ์ไปรบเป็นประจำ

ต่อมารัฐสมัยใหม่ในระยะแรก องค์อธิปัตย์มักจะเริ่มกลายเป็น impersonal คือ ไม่กลายเป็นตัวบุคคลอีกต่อไป กล่าวคือ มีผู้นำรัฐที่ไม่ใช่ตัวรัฐเอง แต่ผู้นำรัฐได้รับมอบหมายให้มีอำนาจชอบธรรมในการควบคุมอาวุธ ใช้อำนาจคุมอาวุธ คุมคลัง เป็นอำนาจที่ผูกติดอยู่กับตำแหน่งในระบบราชการที่รองรับด้วยกฎหมาย impersonal ในที่นี้หมายความว่า จะเป็นลูกพี่ใหญ่เจ้าพ่อมาจากไหน คุณจะต้องพยายามเข้าครอบครองตำแหน่งนั้น จึงจะมีอำนาจที่ถูกต้องชอบธรรม ถ้าหากครองตำแหน่งในระบบราชการหรือในระบบกลไกของรัฐไม่ได้ คุณก็เป็นแค่นักเลงที่เที่ยวเกะกะระรานคน แต่คุณไม่ได้มีอำนาจอย่างชอบธรรมในการควบคุมกลไกของรัฐ อันนี้เป็นการที่รัฐกลายเป็น impersonal คือ ไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลอีกต่อไป

รัฐแบบนี้มีเทคโนโลยีในการแทรกแซงชีวิตผู้คนไปทั่วทุกหัวระแหงที่ก้าวหน้ากว่ารัฐก่อนหน้านั้น ระบบตำรวจ ทหาร ศาล การเก็บภาษี ระบบการศึกษา และอีกหลาย ๆ ระบบ สามารถเข้าใกล้ชิดสัมผัสกับผู้คนได้มากกว่ารัฐแบบโบราณ แต่ในขอบข่ายที่กว้างขวางขนาดนั้น รัฐแบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับประชาชนที่เริ่มมีสิทธิมีเสียง เริ่มกลายเป็นพลเมือง (citizen) นั่นหมายถึงว่า รัฐมักจะมีอำนาจไม่ล้นฟ้าอีกต่อไป จะทำอะไรต้องทำตามกฎหมาย ถูกกฎหมายจำกัดอำนาจ หรืออย่างเช่นในหลายประเทศในหลายสังคม ก็คือ ไม่มีอำนาจแม้กระทั่งจะปลิดชีวิตคน เว้นเสียแต่ว่าจะมีคำสั่งศาล เว้นเสียแต่ว่าจะมีระบบอื่น ๆ มาสั่งให้รัฐสามารถประหารชีวิตคนได้ รัฐที่มีเทคโนโลยีแผ่อำนาจตัวเองไปทั่วอาณาเขตของประเทศหนึ่ง ๆ กลับมีอำนาจจำกัดในแง่ของระดับหรือดีกรี รัฐจึงจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้

มีหลายรัฐในโลกนี้ที่เก่าก็ไม่เก่า ใหม่ก็ไม่ใหม่ เป็นรัฐที่เป็นมาเฟียแบบสมัยใหม่ องค์อธิปัตย์ค่อนข้างจะเป็น personal เป็นรูปธรรม และใช้อำนาจด้วย แถมยังมีเทคโนโลยีมากกว่ารัฐสมัยเก่า ยกตัวอย่างเช่น รัฐเผด็จการทหาร รัฐชนิดนี้กึ่งเก่ากึ่งใหม่ หรือพูดง่าย ๆ ว่า องค์อธิปัตย์มีอำนาจมากไปหน่อย แถมมีเทคโนโลยีด้วย มีหลายรัฐเป็นเช่นนี้เช่นกัน คือ ผสมสองแบบเข้าด้วยกัน

แต่ผมอยากจะยกตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่างรูปธรรมที่เป็นจริงในประวัติศาสตร์ ผมอยากจะยกตัวอย่างรัฐชนิดนี้ที่เป็น personal หมายความว่า ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและมีเทคโนโลยีที่น่ากลัว ผมอยากจะยกตัวอย่างเพียงแค่เพื่อความเข้าใจของเรานะครับ เป็นตัวอย่างจากนิยาย นั่นคือรัฐในวรรณกรรมเรื่อง 1984 ของ George Orwell ที่เป็นรัฐที่มีอำนาจล้นฟ้า แถมยังมีเทคโนโลยีมากมาย ถ้าเราเชื่อว่ารัฐเช่นนั้นมีอยู่จริงในโลกมนุษย์ คือ เป็นรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ (authoritarian) ทั้งหลาย ก็นึกเอาเองแล้วกันว่าตัวอย่างของรัฐแบบนี้คืออะไรบ้าง

คราวนี้ รัฐสมัยใหม่ที่เติบโตไปกว่านั้นอีก มีวุฒิภาวะหรือบางคนเรียกว่ารัฐแบบหลังสมัยใหม่ คงพอนึกออกนะครับ เมื่อสักครู่นี้เวลาผมพูดถึงรัฐที่เป็นนามธรรม ที่อาศัยหน่วยอำนาจย่อย ๆ ที่พวกเราควบคุมบงการกันเอง รัฐหลังสมัยใหม่หรือรัฐสมัยใหม่ที่เติบโตจนมีวุฒิภาวะเหมือนกับรัฐสมัยใหม่ช่วงแรกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือองค์อธิปัตย์เป็นนามธรรม Michel Foucault เคยใช้คำว่า sovereign without head คือ รัฐไม่เป็น personal อีกต่อไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีตัวมีตนอย่างที่เราคิดอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องมีระบบราชการที่เข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตคนด้วยซ้ำ แต่มีเทคโนโลยีแบบแทรกซึม และกลับกลายเป็นว่าหน่วยของอำนาจอยู่ในกลุ่มองค์กรของประชาชนด้วยกันเอง ทว่าความแตกต่างระหว่างรัฐที่วุฒิภาวะสูงขึ้นไปอีกหรือบางคนเรียกว่ารัฐหลังสมัยใหม่ กับ รัฐสมัยใหม่อย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือ รัฐสมัยใหม่ในระยะแรกมักจะมีจุดหมายคล้ายกับรัฐโบราณก่อนหน้านั้น คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ปกป้องทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน แก้ไขความขัดแย้งในสังคม เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้ รัฐทำหน้าที่เป็นลูกพี่ ผู้ใช้อำนาจให้ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเรียบร้อย แต่รัฐสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะหรือหลังสมัยใหม่กลับมีจุดหมายต่างออกไป กล่าวคือ มีจุดหมายเป็นการสร้างและหล่อหลอมประชากรให้มีผลิตภาพสูงที่สุด การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นจุดหมายอย่างหนึ่ง แต่เมื่อสังคมพอจะอยู่กันได้โดยที่ไม่มีวิกฤตขนาดใหญ่แล้ว หน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐแบบหลังสมัยใหม่หรือที่มีวุฒิภาวะจึงคือ การพยายามหล่อหลอมให้ประชาชนรู้จักการทำตัวให้มีประโยชน์ ในความหมายว่า มีศักยภาพในการมี productivity หรือมีผลิตภาพสูงสุด

เวลา Foucault พูดถึงรัฐควบคุมร่างกาย เขาเห็นว่ารัฐหลังสมัยใหม่หรือรัฐที่มีวุฒิภาวะใช้การควบคุมร่างกาย เป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางในการสร้างประชากรที่มีผลิตภาพสูงที่สุด ตำรวจ ทหาร เป็นกลไกรักษาความสงบ ซึ่งเป็น function (หน้าที่) หนึ่งของระบบระเบียบสังคม แต่การควบคุมและสร้างกรอบ สร้างกลไกของความเป็นปกติของสังคมสมัยใหม่นั้น มาจากอำนาจย่อย ๆ จำนวนมหาศาล ที่ใช้อำนาจโดยกลุ่มองค์กรทางสังคม โดยประชาสังคมกันเอง โดยประชาชนด้วยกันเอง ที่สมัครใจเป็นเจ้าของรัฐ เป็นเจ้าของสังคมมาตรฐานนี้ด้วยกัน ดังนั้น จึงลงมาใช้อำนาจควบคุมกันเอง โดยมีกลไกรัฐแบบเดิม ๆ อย่างที่เรารู้จักกัน คือ ตำรวจ ศาล ทหาร โรงเรียน เป็นเครื่องมือในขั้นสุดท้ายเท่านั้น เพราะในรัฐแบบที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นรัฐแบบหลังสมัยใหม่ อำนาจในการควบคุมกันเองมักจะมาจากทีวี สื่อมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะ ผู้นำทางสังคม ราษฎรอาวุโส คนเหล่านี้เป็นกลไกของรัฐในสังคมชนิดนี้ทั้งสิ้น

การควบคุมบงการไม่ใช่แค่อาศัยกฎหมาย เป็นกรอบที่จำกัดห้ามละเมิด แต่อาศัยวัฒนธรรม อาศัยแบบแผนการใช้ชีวิต อาศัยการสร้างกำหนดกฎเกณฑ์ต่อพฤติกรรมการใช้ความคิดการพูดการจา แล้วอาศัยเรา ๆ ท่าน ๆ สื่อมวลชนและผู้นำทางปัญญาอย่างที่ผมเพิ่งกล่าวมาเหล่านั้น เป็นผู้สร้าง norm สร้างมาตรฐานกฎเกณฑ์ ที่เราต้องเชื่อตาม ๆ กัน และก็ช่วยกันทำตัวเป็น agent ของการสถาปนามาตรฐานกฎเกณฑ์เหล่านั้น โดยไม่อยากให้คนรอบข้างเราละเมิดมาตรฐานกฎเกณฑ์ดังกล่าว

การควบคุมบงการโดยรัฐที่มีหูตาอยู่รอบเรา อย่างใน 1984 เรียกว่า Big Brother กรณีที่ผมกำลังพูดถึงต่างจากนั้น เพราะผู้เฝ้ามองของเราไม่ใช่ big brother แต่เป็น little brothers ที่อยู่ทั่วทุกหัวระแหง ประชากรใน 1984 สยบยอมต่อ big brother แต่ประชากรในรัฐแบบที่มี little brothers นี้ ไม่ได้กลัว แต่ยินดีทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐและกลไกรัฐโดยสมัครใจ ยินดีปรีดาปราโมทย์ด้วยความจงรักภักดีต่อรัฐ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในความกลัว เว้นเสียแต่คนที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง เวลาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะพูดแล้วละเมิดกรอบที่มีอยู่ในสังคมหรือเปล่า แต่โดยปกติ ประชาชนส่วนใหญ่จะชื่นชมยินดีที่ได้ช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเบ็ดเสร็จ ที่กลไกรัฐไม่ต้องกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เพราะประชาชนทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐในการสอดส่องควบคุมกันเองเรียบร้อยแล้ว

นี่อย่างไรครับ มานุษยวิทยา เรื่องใหญ่ในสังคม ก็คือ มนุษย์ปกติ ชีวิตปกติ ในชีวิตประจำวันได้ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา

แล้วสังคมไทยล่ะ สังคมไทยยืนอยู่ตรงไหนในแบบแผนหรือแนวโน้มแบบทั่วไปอย่างที่ผมว่ามาเมื่อสักครู่ สังคมไทยอยู่ตรงไหน? ผมขออนุญาตไม่ตอบ ผมเองก็ไม่ทราบ และในเมื่อเมื่อสักครู่ มันเป็นเพียงแนวความคิดและเป็นแบบแผน หมายถึงว่า อย่าว่าแต่สังคมไทยเลย ทุกสังคมอาจจะมีลักษณะเหล่านี้ปน ๆ กันอยู่ก็เป็นไปได้ เรายังเป็นสังคมโบราณที่มีองค์อธิปัตย์เป็น personal อยู่หรือเปล่า? หรือเราเป็นสังคมสมัยใหม่ในระยะแรกที่อำนาจอยู่กับระบบราชการ? หรือเราเป็นสังคมแบบ 1984 ที่มีองค์อธิปัตย์ที่เป็น personal เป็นมาเฟีย เป็น big brother แถมยังมีเทคโนโลยีอย่างที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก? หรือเราเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะ เป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ที่มีอำนาจการควบคุมบงการกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหงโดยประชาชนด้วยกันเอง? หรือเราเป็นอย่างละนิดอย่างละหน่อยของบรรดาสามสี่อย่างที่กล่าวมา? เราผสมกันอย่างไรระหว่างคุณสมบัติต่าง ๆ ในกรอบทั่ว ๆ ไปที่ผมลองเสนอให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ ผมตอบไม่ได้ แลไม่คิดจะตอบด้วย แต่ขออยากฝากว่า ให้เราลองคิดเอาเอง

ผมไม่คิดว่าเราเป็นรัฐสมัยใหม่ที่ mature (มีวุฒิภาวะ) สมมุติจากปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเป็นกันอยู่ จนกระทั่งทำให้ผมเอง คุณเอง ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นเยอะแยะ เพราะกลัวคนรอบ ๆ ข้าง แต่ผมก็ไม่คิดว่าเหตุที่สังคมไทยเป็นอย่างนี้ เป็นเพราะเราเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ หรือเป็นเพราะเราเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีวุฒิภาวะอย่างที่ Foucault ว่า ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเรายังมีลักษณะของสังคมของรัฐแบบสมัยก่อน ก่อนสมัยใหม่ กับแบบสมัยใหม่ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะพอ อยู่ในหลาย ๆ แง่ ผมว่าเรายังเป็นรัฐเผด็จการ หรือใครจะเถียง?

แต่การตอบแบบนี้ การตอบแบบว่าเราเป็นรัฐแบบไหนอย่างไร ผมคิดว่าผมไม่อยากตอบเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ แต่น่าจะลองพยายามทำความเข้าใจว่า คุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่อย่างไรในสังคมไทย และที่สำคัญกว่า เราน่าจะพยายามอธิบายให้ได้ว่า ประวัติศาสตร์ของเราเป็นมาอย่างไร จึงทำให้มีลักษณะอย่างต่อไปนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ผสมกันอยู่

ในตอนท้ายนี้ ผมจะลองอธิบายว่า ทำไมสังคมไทยจึงมีปรากฏการณ์ที่ดูราวกับคล้ายสังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ทั้งที่สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ขนาดนั้น สังคมไทยเป็นสังคมอะไร ตอบกันเอาเองนะครับ ผมตอบได้อย่างเดียว เป็นสังคมเผด็จการ ผมถึงได้บอกว่าไม่มีใครเถียงผม โดยเฉพาะตอนนี้ เถียงไม่ได้แน่ ๆ

สังคมไทยเป็นอย่างไรจึงมีคุณสมบัติคล้ายคลึงหรือเข้าข่ายสภาวะที่กล่าวมา ราวกับเป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องนี้ ผมขอย้อนอีกครั้งหนึ่งว่า ความเข้าใจทั่วไปในหมู่นักวิชาการ หรือนักกิจกรรม (activists) หรือเอ็นจีโอนั้น เรามักจะเห็นว่าประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือแยกออกจากรัฐ ความเข้าใจนี้มีที่มาจากแนวคิดที่อิงแอบกับประสบการณ์รัฐสมัยใหม่ของยุโรป ที่ผมต้องพูดอันนี้ก็คือ บรรดาปัญญาชนสาธารณะฝ่ายประชาชนที่ชอบว่าผม ว่าอีกหลายคน ว่าอยากตามฝรั่งนั้น คนเหล่านั้นทำตัวรังเกียจฝรั่ง แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เขาคิดว่ารัฐและประชาชนแยกจากกันนั่นต่างหากเล่าที่มีฐานมาจากประสบการณ์ฝรั่ง คนเหล่านั้นไม่รู้ตัวเองว่ากำลังคิดแบบฝรั่ง คนที่ชอบแอบอ้างความเป็นไทยทั้งหลาย ชอบกล่าวหาว่าคนอื่นตามฝรั่ง มักไม่ค่อยนึกถึงประเด็นนี้ ถ้าหากจะวิจารณ์และโต้แย้งกัน ว่ากันตามเนื้อผ้า ใครรู้จักไม่รู้จักสังคมไทย ผมคิดว่าเราท่านทุกคนฉลาดและโง่พอกัน เป็นไทยและเป็นฝรั่งไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน เหมือน ๆ กัน ผมไม่ได้วิเศษกว่าใคร ไม่มีใครวิเศษกว่าใคร ถ้าใครอยากเถียงว่าตัวเองเป็นไทยนัก ไม่อธิบายดีกว่า...

ประเด็นใหญ่สุดท้ายก็คือ จารีตของรัฐไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นอย่างไร? ใคร ๆ ที่บอกว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะ เป็นสังคมหลังสมัยใหม่ ผมกลับคิดว่าสภาวะที่สังคมไทยมีประชาชนคอยสอดส่องควบคุมดูแลกันเองนั้น ไม่ได้มาจากเพราะการที่เราเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ แต่มาจากจารีตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนแบบที่เป็นอยู่ในสังคมไทยมาแต่โบราณบางอย่างและยังขจัดไม่หมด หรือสังคมไทยไม่คิดจะขจัดด้วยซ้ำไป และผมบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่า สังคมไทยต้องการจะขจัดหรือเปล่า และถ้าสังคมไทยไม่ต้องการจะขจัด ผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน เพราะสังคมก็คือสังคม ต้องมีวิวัฒนาการของตัวเอง

รัฐสมัยใหม่ในโลกตะวันตก คือผลผลิตของประสบการณ์ 2-3 ร้อยปีของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายอย่าง ทั้งความคิด ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ตลอดจนการเมือง ที่สำคัญได้แก่ การปฏิวัติศาสนา การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ผ่านการปฏิวัติสามอย่างนั้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 กล่าวอย่างสั้น ๆ รัฐอย่างที่เราเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตะวันตก ที่ว่ากลไกรัฐแยกจากประชาชน อยู่บนฐานของประสบการณ์โลกตะวันตก อยู่บนฐานของบริบทยุโรปตะวันตกที่ผ่านการปฏิวัติสามประการนั้น สังคมอื่นในโลกนี้นอกจากยุโรปตะวันตก ไม่มีสังคมใดแม้กระทั่งยุโรปตะวันออก ที่ผ่านการปฏิวัติทั้งสาม แต่สังคมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นสมัยใหม่ด้วยกระบวนการปรับปรุงปะทะสังสรรค์เลือกรับดัดแปลงอิทธิพลจากสังคมยุโรปตะวันตกที่ผ่านการปฏิวัติทั้งสามมา

สังคมไทยสร้างรัฐสมัยใหม่ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ สมัยรัชกาลที่ 5 ท่ามกลางเงื่อนไขทางสังคมคนละชนิด คนละเรื่องคนละราวกับสังคมยุโรปตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 สังคมไทยนำเอาโมเดลของระบบราชการมาปลูกในเนื้อดินของเราเอง อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์เพิ่งพูดเรื่องนี้ และสิ่งที่อาจารย์อเนกพูดก็เหมือนกันเลยกับที่รัชกาลที่ 5 ท่านได้ทรงเขียนไว้ใน พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี เมื่อในปี ค.ศ. 1906 คือ ต้องทำสิ่งที่งอกในเนื้อดินของเราเอง แต่ผมอยากจะบอกแค่ว่า สิ่งที่งอกในเนื้อดินของเราเอง ก็เอาจากฝรั่งมางอกนั่นแหละ

เราจะเข้าใจรัฐไทยปัจจุบันได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าใจความเป็นไทย เพราะมันไม่มี แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขว่า สิ่งเหล่านั้นเติบโตมาในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของเราเองอย่างไร จึงเป็นรากฐานสำคัญของรัฐในสมัยนั้นและต่อมาจนถึงบัดนี้ ท่ามกลางเงื่อนไขรากฐานนานาประการ ผมขอเน้นเงื่อนไขเพียงแค่บางด้านที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่พูดในวันนี้คือ มีเงื่อนไขอะไรบ้างจึงทำให้ประชาชนไทยทำตัวเป็น agent เป็นตัวแทนของรัฐบ่อย ๆ เงื่อนไขที่สำคัญดังกล่าวก็คือ สังคมไทย รัฐไทย เป็นรัฐสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ โดยชนชั้นนำสยามเพิ่งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฏฐาธิปัตย์เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางยิ่งกว่าเก่านี้ไม่ได้มาจากการขุดรากถอนโคนระบบเก่า ไม่ได้มาจากการขุดรากถอนโคนค่านิยมทางวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าที่ค้ำจุนระบอบก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงกลายเป็นการต่อตาต่อกิ่งออกจากต้นเดิม กลายพันธุ์เป็นระบบอำนาจเดิมที่ยังมีลักษณะวัฒนธรรมหลายอย่างเหมือนเดิมอยู่ ชนชั้นนำสยามฉลาดในการเลือกรับดัดแปลง รับส่วนดี ทิ้งส่วนเสีย แต่เป็นส่วนดีหรือส่วนเสียตามทัศนะหรือผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในสมัยนั้น รัฐสมัยใหม่ของไทยจึงมีเชื้อมูลของพันธุ์เดิม ของความคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเดิม ๆ อยู่มากน้อย กลายมาก กลายน้อย ต่าง ๆ กัน ซึ่งยังต้องรอการศึกษาอีกมาก การศึกษาทั้งหลายที่พยายามจะระบุว่า เราเป็นไทยหรือเราเป็นฝรั่ง เป็นไทยจึงดีและเลว ตามก้นฝรั่งจึงดีและเลว ผมคิดว่าหลงทางหมด เพราะเราไม่มีการเป็นไทยและเป็นฝรั่งอย่างเต็มตัวอีกต่อไป ต่อให้อยากเป็นฝรั่งแทบตาย อยากจะเป็นใจจะขาด ก็เป็นยาก ต่อให้อยากเป็นไทยเหมือนเดิมจนตาย ใจจะขาด ก็ไม่มีทางเป็นได้ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงที่ผสมผสานเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เรายังเข้าใจไม่มากพอ ผลก็คือ ผมเห็นว่ามีคุณสมบัติสามอย่างที่สืบทอดกลายพันธุ์มาจากความคิดวัฒนธรรมแบบเดิม ไม่ได้ถูกขจัดรากถอนโคน แล้วจึงมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่มีผลมาถึงรัฐในชีวิตประจำวันของคนไทยปัจจุบัน

ผมกำลังจะเสนอสามอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นแกนหรือเป็นกระดูกสันหลัง หรือบางคนจะเรียกเป็น สเต็ม เซลล์ ก็ได้ ของรัฐไทยแต่โบราณ และยังอยู่ในดีเอ็นเอของรัฐไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน อันเป็นเชื้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งบนฐานของรัฐไทย

คุณสมบัติสามประการที่เป็น สเต็ม เซลล์ หรือ เป็นฐานของรัฐไทย ที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้แก่ หนึ่ง คอนเซ็ปท์เรื่องอำนาจแบบบารมี สอง ระเบียบสังคมที่ถือเอา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ hierarchy of power เป็นแกนหลักของการจัดลำดับชั้นทางสังคม และสาม ความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนในสังคมแบบ organic อาจจะแปลว่า แบบชีวภาพ หรือถ้าหากผมจะทะลึ่งสักหน่อย ก็คือแปลว่าแบบองค์รวม

แนวความคิดเรื่องบารมีหมายความว่าอย่างไร? เอาเข้าจริง ผมเรียกแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก เพราะความคิดเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของสังคมไทยมีมาเก่าแก่ก่อนพุทธศาสนาเสียอีก แต่ผมขอเรียกแบบนี้ไปก่อน

อำนาจแบบสมัยใหม่ที่เราคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะที่เอามาจากฝรั่ง เป็นอำนาจที่ impersonal มากับตำแหน่งแห่งที่ตามกฎหมาย แต่อำนาจแบบบารมีกลับผูกติดกับคุณสมบัติของตัวบุคคลนั้นเอง คือเอาเข้าจริง ผมขออนุญาตไม่อธิบายกับท่านในที่นี้ว่า บารมีคืออะไรนะครับ เพราะผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนรู้ เก็บเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมต้องอธิบายให้ฝรั่งฟัง วันนั้นผมค่อยปวดหัวหน่อย เพราะว่าการจะอธิบายให้คนที่อยู่นอกวัฒนธรรมไทยได้เข้าใจว่าบารมีคืออะไร ผมว่าเป็นเรื่องลำบากมาก แต่ผมขอข้ามไปสั้น ๆ เนื่องจากผมใช้เวลามานานแล้วว่า หนึ่ง ที่ติดอยู่ในสังคมไทยตลอดเวลา คือ แนวความคิดเรื่องอำนาจแบบบารมี นั่นหมายถึงว่าวิธีที่เราใช้ในการ deal (จัดความสัมพันธ์) กับอำนาจ มันไม่ใช่อำนาจแบบ office แบบสมัยใหม่ แต่เป็นอำนาจที่ผูกติดกับบุคคล อยู่กับคุณสมบัติของบุคคล อยู่กับคุณธรรม อยู่กับพลังกับคุณสมบัติเชิงบุคคลบางอย่าง เป็นอำนาจแบบบารมี ไม่ใช่แบบฝรั่ง

เวลาเราคิดถึงอำนาจทางการเมืองในรัฐสมัยใหม่ เอาเข้าจริงเราจึงคิดตามความเข้าใจเรื่องบารมีอยู่ในหัว แต่เราไม่รู้ตัว ทว่าขณะเดียวกันพวกเราก็สมัยใหม่พอที่จะไม่คิดแบบนั้นเช่นกัน บ่อยครั้งความคิดเรื่องอำนาจแบบฝรั่ง แบบสมัยใหม่ กับแบบบารมี จึงปะทะปะปนกันอยู่ตลอดเวลา ผิดฝาผิดตัวไปเกือบหมด ความคาดหวังที่เรามีต่อพฤติกรรมทางการเมืองจึงลักลั่นปนเปกันอยู่ระหว่างอำนาจสองชนิด หมายถึงความคิดเรื่องอำนาจแบบฝรั่งกับความคิดเรื่องอำนาจแบบบารมีได้ปะปนกันอยู่เรื่อย

ในระยะหนึ่ง นักวิชาการไทย รวมทั้งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ด้วย พยายามจะอธิบายเรื่องอำนาจในสังคมไทยด้วยแนวความคิดที่แยกกันระหว่างอำนาจกับอิทธิพลว่าเป็นคนละประเภทกัน ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่าการพยายามเข้าใจเรื่องอำนาจว่า มีอำนาจกับอิทธิพล เป็นการหลงทางอย่างยิ่ง ผมอยากจะแนะนำว่า ใครสนใจเรื่องอำนาจ ให้สืบสาวเรื่องบารมีครับ ไม่ต้องแยกระหว่างอำนาจกับอิทธิพล สืบสาวว่าบารมีแปลว่าอะไร บารมีทำงานอย่างไร ผมว่าอันนี้ตรงตัวกว่าและเป็นไทยอย่างยิ่ง

คุณสมบัติข้อที่สองที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ก็คือ ระเบียบสังคมที่ถือเอา hierarchy of power เป็นแกนกลาง ผมกำลังพูดถึงระเบียบสังคมที่ถือเอาลำดับชั้นของบารมีเป็นแกนกลางในการจัดระเบียบทางสังคม รัฐทุกยุคทุกสมัย คือ อำนาจที่ปกป้อง รักษา ค้ำจุนระเบียบสังคมที่เชื่อว่าเป็นปกติ ที่ชนชั้นปกครองต้องการจรรโลงรักษา แต่ระเบียบสังคมที่รัฐสมัยใหม่ในโลกตะวันตกค้ำจุนรักษานั้น เป็นระเบียบสังคมที่ผ่านการปฏิวัติศาสนา อุตสาหกรรม และประชาธิปไตยมาแล้ว กลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันไม่ไว้ใจให้ใครมีอำนาจเหนือตัวเอง แล้วเริ่มเกิดปัจเจกชน กลายเป็นอะตอม กลายเป็นหน่วยย่อยที่สุดของระเบียบทางสังคม แต่ระเบียบสังคมที่ผมเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่นี้ไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย ระเบียบสังคมไทยที่รัฐไทยค้ำจุนรักษาไม่ได้มีประวัติศาสตร์มาแบบเดียวกัน จึงกลับเป็นระเบียบสังคมแบบ hierarchy กลุ่มผลประโยชน์และปัจเจกชนที่เกิดขึ้นเป็นหน่วยทางการเมืองในระยะหลัง ดำรงอยู่ท่ามกลางระเบียบสังคมแบบลำดับชั้นที่ยังฝังรากลึกและไม่เคยถูกถอนรากถอนโคน รัฐสมัยใหม่ในระยะแรกก็เป็นรัฐสมัยใหม่ที่ค้ำจุนระเบียบสังคมของลำดับชั้นของบารมีอย่างที่กล่าวมา และพยายามจะสถาปนาหรือ institutionalize คือทำให้ระเบียบสังคมที่ถือลำดับชั้นของบารมีกลายเป็นสถาบันทางสังคม

ลำดับชั้นของบารมีหมายความว่าอะไร? ผมใช้วิธียกตัวอย่าง ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะพวกคุณชอบว่านัก ว่าผมอยู่เมืองนอก ผมไม่รู้เรื่องแล้ว เอาอย่างนั้นก็ได้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนรู้จักเรื่องนี้ดีกว่าผม hierarchy ของบารมีมีหลายประเภท เวลาเราพูดถึงคนมีบารมี มีปัจจัยหลายประการ แต่เราเรียกรวม ๆ ได้ว่า บารมีทั้งนั้น เช่น เวลาผมจะประชุมเครือญาติจัดการกิจการบางอย่างในครอบครัว อาวุโสมาทันทีเลย เพราะผู้อาวุโสเป็นผู้มีบารมี แต่ทันทีที่ออกนอกการประชุมของเครือญาติ ไปอยู่ในการประชุมศูนย์มานุษยวิทยา seniority ไม่ใช่จุดตัดสินบารมีเสมอไป อาจจะเป็นเครื่องแบบ อาจจะเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ อาจจะเป็นความอาวุโสของความเป็นนักวิชาการ เช่น อาจารย์ (ม.ร.ว.) อคิน รพีพัฒน์เดินเข้ามา คนลุกกันพรึบพรับ ทั้งที่ผมเชื่อว่าในที่นี้หลายท่านอาวุโสในแง่อายุมากกว่าอาจารย์อคิน แต่บารมีกลับไม่ได้ตัดสินกันด้วยเรื่อง seniority เรื่องอายุ เรารู้ทันทีเลยว่ามีจุดอื่น ๆ มาตัดสินบารมี เรารู้ทันที รู้ได้อย่างไร ผมไม่ทราบ คุณอธิบายให้ฝรั่งฟังหน่อยนะ ผมรู้แต่ว่าผมพูดแค่นี้แล้วกัน เรารู้กันเลยว่าบารมีมีปัจจัยหลายอย่างมาตัดสิน และสังคมไทยจัดลำดับชั้นของบารมีอยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ท่านได้กล่าวไว้ใน ลักษณะการปกครองสยามแต่โบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2470 ว่า คุณสมบัติสามประการของสังคมไทยก็คือ หนึ่ง การรักเอกราช สอง การปราศจากวิหิงสา สาม การรู้จักประสานประโยชน์ สิ่งที่พวกเราลืมคิดก็คือพระองค์ท่านได้ให้ภาษาอังกฤษไว้หลังสามคำนี้ คุณรู้หรือไม่ครับว่า คำว่ารู้จักประสานประโยชน์ ภาษาอังกฤษของมันคืออะไร? ภาษาอังกฤษที่พระองค์ท่านได้ให้เองของคำว่ารู้จักประสานประโยชน์ คือ power assimilation

power assimilation แปลว่าประสานประโยชน์เหรอครับ? หรือว่าคุณจะบอกว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ภาษอังกฤษห่วยมาก หรือเรากำลังจะบอกว่าเอาเข้าจริงพระองค์ท่านคิดถึงภาษาอังกฤษแล้วย้อนกลับมาหาภาษาไทยที่ฟังดูแล้วรื่นหูจึงใช้คำว่าประสานประโยชน์ ทั้งที่สิ่งที่พระองค์ท่านต้องการจะบอกคือ คุณสมบัติประการหนึ่งของสังคมไทยคือ รู้จัก power assimilation

แต่ถ้าคุณไปถามฝรั่งว่า power assimilation แปลว่าอะไร? ฝรั่งจะเกาหัวเลยว่าคำนี้มันก็แปลก power assimilation แปลว่าอะไร? คำนี้เป็นคำที่แปลกมาก พูดกันแรง ๆ พระองค์ท่านอาจจะภาษาอังกฤษห่วยจริงก็ได้ คำนี้เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่รู้จะแปลว่าอะไร ผมจึงอยากจะตีความว่า คำ ๆ นี้เอาเข้าจริงคือกำลังพูดถึง รู้จักลำดับชั้น รู้จักที่ต่ำที่สูงของบารมี

คุณสมบัติประการที่สามของสังคมไทยที่มีผลต่อความสัมพันธ์ต่อรัฐกับประชาชน กระทั่งประชาชนยินดีที่จะทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐอยู่ตลอดเวลา ก็คือ เราเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม หรือระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นแบบ organic หรือเป็นแบบชีวภาพ ความสัมพันธ์แบบนี้หมายความว่าอย่างไร?

เราได้ยินบ่อยใช้หรือไม่ครับ คนเราต่างกัน นิ้วห้านิ้วยังไม่เท่ากันเลย ขอให้แต่ละคนรู้ว่าทำหน้าที่ของตนเองให้เหมาะสม เราก็จะประสานกันเป็นสังคมที่มีความปกติสุข นี่คือความคิดเรื่องสังคมอยู่ร่วมกันอย่าง organic คือ แต่ละคนรู้ตำแหน่งแห่งที่ รู้ที่ต่ำที่สูง ทำของตัวเองให้ดี แล้วมือที่มีห้านิ้วก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข เปรียบได้กับร่างกาย ซึ่งมีอวัยวะเยอะแยะ อวัยวะเหล่านั้นเหมือนกันหมดหรือไม่ครับ ไม่เหมือน ปากมีไว้กิน ตามีไว้ดู แต่ต่อเมื่ออวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้น ต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้เหมาะสม ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข

ความเชื่อที่บอกสังคมไทยเป็น organic สังคมเป็นระบบชีวภาพแบบนี้ ชีวภาพจะมีความสุข มีสุขภาพดีได้ เมื่อเป็นชีวะที่องค์รวมประสานสอดคล้องกัน หมายความว่า ความคิดว่าทั้งรัฐ คนมีอำนาจ และประชาชนส่วนต่าง ๆ ต่างมีตำแหน่งแห่งที่ของตนในองค์รวมชีวภาพอันนี้ องค์รวมชีวภาพอันนี้สำหรับยุคปัจจุบัน นานมาแล้วนะครับ ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว เราเรียกว่า ชาติ เป็นต้น แต่ก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าที่จะเป็น ชาติ ความคิดเรื่องสังคมเป็นองค์รวมก็มีมานานแล้ว อันนี้เป็นความคิดโบราณมากในแทบทุกสังคม แต่ตอนนั้นไม่เรียกว่า ชาติ ทว่าผมยกตัวอย่างให้ฟังว่า สำหรับยุคสมัยใหม่ แต่ละคนในชาติต่างมีอำนาจ มีตำแหน่งแห่งที่ มีหน้าที่ ต่าง ๆ กัน ถ้าคนในชาติรู้จักทำหน้าที่ของตัวให้สมบูรณ์ ชาติก็จะประสานสอดคล้องกัน ยึดกันได้ อย่างมีความสุขร่มเย็น

องค์รวมปัจจุบันเรียกว่า ชาติ ความคิดที่ว่าสังคมเป็น organic คือ ความคิดที่ว่า ชาติ ประกอบด้วยคนหลาย ๆ ส่วน ถ้าต่างคนต่างรู้จักหน้าที่ตัวเอง คนมีอำนาจรู้จักหน้าที่ตัวเอง ทำตัวมีคุณธรรม อย่าไปขายหุ้นแล้วไม่จ่ายภาษี หรือประชาชนก็ต้องรู้จักทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี สังคมก็จะอยู่กันอย่างมีปกติสุข

นั่นหมายความว่า เราเชื่อว่าสังคมจะสมบูรณ์ มีความสุขดี ต่อเมื่อประสานกลมเกลียวกันดีการประสานกลมเกลียวกันดี ตัดสินกันตรงที่รู้จักทำหน้าที่ ตามตำแหน่งแห่งที่ หรือ องคาพยพ ที่ตนเองเป็น ทัศนะที่ฟังดูดีและคุ้นมากทัศนะนี้ มีอยู่อย่างเข้มแข็งในสังคมไทย นี่ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยนะครับ หลายสังคมเป็นอย่างนี้ แต่ตามความเห็นของผม สังคมไทยมีทัศนะอย่างนี้อยู่เข้มแข็งมาก รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำทางความคิดของฝ่ายประชาชนก็เผยแพร่ทัศนะสังคมแบบ organic ตลอดเวลา อย่าลืมนะครับ คนเป็นหมอต้องคิดอย่างนี้

ความสัมพันธ์แบบ organic เป็นทัศนะหลักอันหนึ่งในโลก ไม่ใช่แค่ของสังคมไทย ไม่ใช่แค่เอเชียด้วยซ้ำไป แต่ผมอยากฝากไว้นิดนะครับ ระบบฟาสซิสต์และนาซีนั้นอยู่บนทัศนะที่ว่าสังคมเป็น organic

เวลาเรามองสังคมเป็น organic จึงเห็นความแตกต่างของชนชั้นและผลประโยชน์ต่าง ๆ ความขัดแย้งทางอำนาจระหว่างพลังต่าง ๆ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นแค่ความต่างที่แต่ละส่วนมีบทบาทหน้าที่เพื่อความสมบูรณ์ขององค์รวม แทนที่จะมองว่าความแตกต่างเหล่านั้นเป็นความขัดแย้ง แทนที่จะมองว่าสังคมเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน และหลายจุดประนีประนอมกันไม่ได้ แทนที่จะมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่ผลักดันสังคมไปข้างหน้า และต้องการสถาบันทางการเมืองมาจัดการความขัดแย้งนั้น เช่น การเลือกตั้ง และระบบประชาธิปไตย เรากลับมองว่าการประสานกันให้ได้ลงตัวต่างหาก คือความจำเป็นเพื่อรักษาระเบียบสังคมไว้ ความขัดแย้งที่ลงรากลึกรุนแรงแก้ไม่ตก เราเรียกว่าเป็นอันตรายต่อสังคมแทนที่จะมองว่าความขัดแย้งชนิดนั้นเป็นสิ่งปกติในสังคม แทนที่จะมองว่ารัฐเป็นตัวแทนผลประโยชน์หนึ่งของความขัดแย้ง หรือมองว่ารัฐเป็นกรรมการเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ประชาชน เป็นผู้ตัดสินเรื่องนโยบายทั้งหมด ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งย่อมต้องยอมรับความขัดแย้ง ไม่ใช่ขจัดความขัดแย้งให้หมด เพราะเป็นไปไม่ได้ เรากับมองว่ารัฐเป็นหัว เป็นผู้นำ ขององคาพยพที่ต้องสอดคล้องสมานฉันท์กัน และจึงมองว่าผู้ใช้อำนาจต้องทรงคุณธรรม เป็นที่ยอมรับขององคาพยพต่าง ๆ

วัฒนธรรมทางการเมืองที่อยู่บนฐานของสังคม organic เพื่อค้ำจุน hierarchy หรือค้ำจุนลำดับชั้นของบารมี จึงคาดหวังประชาชนที่รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตน ประชาชนที่ต้องสมควรเป็นแค่ส่วนหนึ่งขององค์รวม เป็นอวัยวะของชีวภาพที่ควรรู้จักทำตัวให้ดี ไม่ใช่มองว่าประชาชนเป็นคู่ขัดแย้งของการใช้อำนาจ

สังคม organic หรือสังคมแบบชีวภาพ เพื่อจะรักษาลำดับชั้นของบารมี จึงเน้นการรู้จักประสานประโยชน์ อย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ พระองค์ท่านได้ตรัสไว้ ภายในรัฐแบบนี้ ภายใต้ทัศนะเรื่องรัฐและประชาชนแบบนี้ ประชาชนจึงยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ประชาชนจึงสมัครใจที่จะทำตัวเป็น agent ของรัฐเสียเอง ร่วมด้วยช่วยกันใช้อำนาจบังคับคนอื่น เพื่อรักษาระเบียบสังคมที่อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสงบ ราบคาบ และเรียบร้อย ผมเห็นว่านี่คือ ภูมิหลังและเงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในสังคมไทยภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย ๆ โดยภายใต้การนำรัฐ นำสังคม นำชาติของผู้มีบารมี ทั้งที่อยู่ใน อยู่นอก อยู่เหนือ อยู่ใต้ และไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ

ประชาชนไม่ว่าที่ไหนก็กลัวอาญาหลวงทั้งนั้น แต่ประชาชนจัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับอาญาหลวงอย่างไรต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนไทยจัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับอาญาหลวงด้วยการทำตัวให้สอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวภาพ อาญาหลวงจะได้ไม่ต้องมาสร้างความเดือดร้อนให้เรา เราไม่ได้คิดว่ารัฐเป็นผู้กดขี่ แม้เราไม่ชอบรัฐ หรือถึงรัฐเป็นผู้กดขี่ แต่ถึงที่สุด สังคมไทยก็คิดว่าถ้าเขาดี เราก็ยินดีจะร่วมมือกับเขา ประชาชนไทยจึงยินดีทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า เราคิดถึงรัฐว่าเป็นกลไกการใช้อำนาจบังคับประชาชน ประชาชนเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐ เวลาเรายึดกับทฤษฎีฝรั่ง แต่ลึก ๆ แล้ว สำหรับสังคมไทยและในแง่ที่เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมวิทยา (sociological fact) ผมคิดว่า สังคมไทยเชื่อและคิดอยู่ตลอดว่า เราเป็นสังคม organic และยอมรับที่จะรู้จักประสานประโยชน์ ซึ่งผมอยากจะแปลอีกอย่างหนึ่งว่า คือ รู้จักลำดับชั้นของบารมี

ภายใต้แนวความคิดว่าด้วยเรื่องอำนาจแบบบารมี ภายใต้ระเบียบสังคมที่เน้นลำดับชั้นของบารมี และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมแบบชีวภาพ ประชาชนจึงเป็น agent ของรัฐ

แต่ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว สังคมหนึ่ง ๆ ย่อมหนีไม่พ้นความขัดแย้งที่ไม่มีทางลงรอยกันได้ สังคมหนึ่ง ๆ รวมทั้งสังคมไทยด้วย ไม่มีทางหนีพ้นการกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อน แนวความคิดแบบเดิมยังดำรงอยู่ต่อไป แต่จะถูกปะทะขัดแย้งจากความเป็นจริงที่ละเมิดแนวความคิดที่เราคุ้นเคยกัน การปะทะระหว่างแนวความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับ ความเป็นจริงที่ไม่มีวันหยุดยั้ง จะดำรงอยู่ต่อไป

ถ้าหากเราอยากจะศึกษาเรื่องรัฐในชีวิตประจำวัน ผมอยากฝากว่า ลองเพ่งมองดูการปะทะกันระหว่างความคิดของสังคมแบบเดิม กับ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เดินหน้าไปไม่หยุดยั้ง เราอาจจะได้เห็นอะไรดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องรัฐในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ขอบคุณครับ

2007/Feb/13

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดินทางอยู่ในรถยนต์ที่กำลังโลดแล่นบนทางด่วนและเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วย หูเจ้ากรรมทั้งสองข้างของผมก็พลันได้ยินเสียงสป็อตโฆษณาทางวิทยุที่มีความน่าสนใจ และเชิญชวนให้คนฟังอย่างผมได้อมยิ้ม จนกระทั่งเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียด้วยซ้ำไป

สป็อตโฆษณาดังกล่าว เป็นโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศผลรางวัลทางดนตรีที่มีชื่อว่า แฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 ซึ่งกระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ โดยเนื้อหาของโฆษณาก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้คนฟังวิทยุที่ผ่านการคัดเลือกจากทางคลื่นเดินทางไปลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินผู้จะได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ณ สถานที่และเวลาตามที่นัดหมายไว้

สำหรับสโลแกนของแฟต อวอร์ดส์ในครั้งนี้ ก็คือ รางวัลดนตรีที่พอเพียง เมื่อเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สป็อตโฆษณาเกี่ยวกับแฟต อวอร์ดส์ จึงต้องเล่นกับ ความพอเพียง ตั้งแต่ต้นจนจบ น่าเสียดายที่ผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาดังกล่าวพยายามเล่นกับคำมากเกินไป จนผมซึ่งมีโอกาสได้ฟังสป็อตโฆษณาชิ้นนี้เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่สามารถจะจับใจความของมันได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ

แต่เท่าที่จำได้ นอกจากรางวัลทางดนตรีรางวัลนี้จะเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว คำว่า พอดี พอใจ พอแล้ว ก็ยังถูกนำมาเล่นในสป็อตโฆษณา นอกจากนี้ความหมายที่กำกวมไม่แน่ชัดและค่อนไปทางกลาง ๆ ของคำว่า พอเพียง ก็ถูกนำมายั่วล้อในสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผ่านการประกาศถึงเวลาและสถานที่ซึ่งเป็นที่นัดหมายของการลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินที่จะได้รับรางวัล

ผู้มีอำนาจ ตลอดจนปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหลาย คงจะต้องปวดหัวอยู่มิใช่น้อย หากได้ยินสป็อตโฆษณาชิ้นนี้ของคลื่นวิทยุขวัญใจวัยรุ่นเด็กแนวในกทม. ที่ประกาศเชิญชวนผู้ฟังของทางคลื่นให้ไปรวมตัวกันตัดสินรางวัลให้กับศิลปินคนโปรดในเวลา ราว ๆ ...นาฬิกา (ขออภัยที่จำเวลาไม่ได้) บริเวณ แถว ๆ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

นอกจากนี้ สิ่งสุดท้ายที่สป็อตโฆษณาดังกล่าวกำชับกับบรรดากรรมการรางวัลแฟต อวอร์ดส์ ซึ่งเป็นผู้ฟังของคลื่น 104.5 ก็คือ ขอให้ทุกคนนำปากกาของตัวเองไปด้วย เพราะทางคลื่นไม่มีปากกาเตรียมไว้ให้

โดยสรุปแล้ว ความพอเพียง ที่ปรากฏอยู่ในสป็อตโฆษณารางวัลแฟต อวอร์ดส์ จึงมีความหมายถึงคำอะไรก็ตามแต่ที่ขึ้นต้นด้วย พอ... หรือ มีความหมายถึง ความรู้สึกกลาง ๆ กำกวมที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจต่อเรื่องราว/ประเด็นต่าง ๆ ให้แน่ชัดไปในทิศทางใดดี ดังที่แสดงผ่านออกมาทางถ้อยคำ เช่น ราว ๆ และ แถว ๆ รวมทั้ง ยังหมายถึงการต้องมีปากกาของตัวเอง เพราะเราไม่มีปากกาให้คุณใช้

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้นบทความว่า ฉับพลันที่ได้ฟังสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผมก็อมยิ้มจนเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เมื่อครุ่นคิดอะไรไปได้สักพัก ผมก็เริ่มมองเห็นมิติทาง การเมืองวัฒนธรรม ของการแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย

เมื่อครุ่นคำนึงถึงสมรภูมิสู้รบที่ปราศจากรถถังและอาวุธปืนดังกล่าวแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยรัฐบาลขิงแก่ คมช. และบรรดาปัญญาชนผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งความห่วงใยดังกล่าวก็เพิ่มพูนทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลังจากสป็อตโฆษณาดังกล่าวจบลงไปได้ชั่วครู่ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ทั้งหลายที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณสองข้างของทางด่วน

ไม่ทราบว่าใครจะได้ทันสังเกตกันหรือไม่ถึงกระแสความคิดเรื่อง ความพอเพียง ที่แพร่กระจายไปในแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าเหล่านั้น แทบทุกแผ่นป้ายโฆษณาล้วนกล่าวอ้างถึง ความพอเพียง ตั้งแต่แผ่นป้ายโฆษณากางเกงชั้นในชายไปจนถึงแผ่นป้ายโฆษณาโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ท้ายสุดของแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เหล่านั้นก็คือการเชิญชวนผู้พบเห็นให้ไปบริโภคสินค้าต่าง ๆ ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้คิดและสร้างแผ่นป้ายโฆษณา

หรือว่าในยุคสมัยนี้ ความพอเพียง ก็อาจถือเป็นสินค้าทางนามธรรมชนิดหนึ่งที่ผู้คนบางกลุ่มในสังคมไทยกำลังนิยมบริโภคกัน?

(ล่าสุดในวันนี้ ขณะกำลังเขียนงานชิ้นนี้อยู่ หูเจ้ากรรมของผมก็พลันได้ยินสป็อตโฆษณาตัวใหม่ล่าสุดของรางวัลแฟต อวอร์ดส์ โดยในคราวนี้สป็อตโฆษณาดังกล่าวมีเนื้อหาประชาสัมพันธ์ถึงช่วงเวลาของรายการวิทยุที่จะทำการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแฟต อวอร์ดส์ครั้งที่ 5

นอกจากความเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สิ่งที่ถูกนำเสนอในสป็อตโฆษณาชิ้นล่าสุดนี้ก็คือ การขอให้ผู้ฟังตื่นเต้นกัน พอประมาณ และ ลุ้นกันอย่าง พอดี กับผลการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล โดยสป็อตโฆษณาดังกล่าวยังได้ย้ำถึงบรรยากาศที่ ค่อนข้างน่าตื่นเต้น ของการประกาศผล ซึ่งจะมีขึ้นใน ราว ๆ วันที่ 12 กุมภาพันธ์

มิหนำซ้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาของการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดังกล่าว กลุ่มดีเจที่ทำหน้าที่ประกาศรายชื่อ ก็ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานวันประกาศผลรางวัลในเดือนมีนาคม แต่งตัวกันมาแบบ พอเพียง คือ มีน้อยชิ้นที่สุด และ ไม่ต้องเลิศหรู)

อย่างไรก็ตาม จากเนื้อหาทั้งหมดข้างต้นดังที่ผมเขียนไปนั้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาหรือข้อความบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ทั้งหลายแต่อย่างใด ทว่าผมกำลังจะเปิดเผยให้เห็นถึง ราคาที่ผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้พ้น เมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปสู่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนจำนวนมากที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย

คงไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน และคณะรัฐประหารอย่าง คมช. นั้น ได้แสดงท่าทีอย่างเด่นชัดในการผลักดันแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของผู้คนในประเทศ เพื่อต้านทานกับแนวคิด ทุนนิยม หรือ บริโภคนิยม ที่พวกเขามองว่าหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับกระแส โลกาภิวัตน์

แต่สำหรับสังคมไทยร่วมสมัยหรือสังคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในยุคปัจจุบันนั้น เครือข่ายการสื่อสารที่โยงใยกันอย่างกว้างขวาง ตัวเลือกของสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารที่มากมายหลากหลายประเภท ได้ส่งผลให้การครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงสู่ล่าง คือ จากรัฐลงสู่ผู้คนในสังคม ไม่สามารถจะกระทำกันได้ง่าย ๆ อีกต่อไป หรือ สามารถกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่สามารถจะกระทำได้อีกต่อไปแล้ว

ผมคิดว่า แม้แต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน คมช. รวมทั้งกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ต่างก็ตระหนักได้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว ดังนั้น การเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยของพวกเขา จึงไม่สามารถกระทำในลักษณะการครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงล่างได้ ทว่าแนวคิดดังกล่าวจะต้องถูกเผยแพร่ผ่านไปทางสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารนานาชนิด อันมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อโลกทัศน์ของผู้คนภายในสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านไปทางเครือข่ายในแนวราบของผู้คนในสังคมอันแตกต่างหลากหลายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเครือข่ายการสื่อสารดังกล่าวเต็มไปด้วยความหลายหลาก และเมื่อผู้คนจำนวนมากของสังคมไทยต่างก็มีประสบการณ์ตลอดจนวิถีชีวิตอันหลากหลายแตกต่างกันไป แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเครือข่ายการสื่อสารอันหลายหลากไปสู่ผู้คนในสังคมอันหลากหลาย โดยการกำกับควบคุมของรัฐบาล และ คมช. จึงจำเป็นจะต้องถูกสร้างขึ้นเป็นความหมายชุดหนึ่งที่มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป (generalized) เพื่อให้สามารถครอบคลุมผู้คนอันหลากหลายในสังคมได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังเช่นที่ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. แสดงความเห็นไว้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่คนจนไปถึงมหาเศรษฐี โดยคำว่าพอเพียง ไม่ใช่เป็นการลดความสามารถกับคนที่มีความสามารถ แต่ให้ดำเนินตามความสามารถที่มีอยู่ (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 หน้า 2) ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คำอธิบายแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ในชุดความหมายนี้ปรากฏออกมาอย่างมากมายจากคำกล่าวของบรรดาแกนนำรัฐบาล คมช. และกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว

ชุดของคำอธิบายที่พยายามทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปดังกล่าว ก็ราวกับเป็นการบอกไปยังผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยว่า สำหรับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยังสามารถไปทานอาหารมื้อละหนึ่งล้านบาท หรือไปซื้อสินค้าที่ห้างสยามพารากอนได้ทุกวัน หากกำลังทรัพย์และความสามารถของคุณมีมากพอ แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะยากจนนั้น คุณก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามที่กำลังทรัพย์และความสามารถของคุณเองจะเอื้ออำนวย คุณไม่ควรจะไปซื้อของที่ห้างสยามพารากอน เพราะมันถือเป็นการกระทำอันไม่ พอเพียง กับกำลังทรัพย์ในกระเป๋าสตางค์ของคุณ

คำอธิบายในชุดความหมายนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้บรรดาเศรษฐี ไฮโซ ชนชั้นสูง ผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหลาย พากันออกมาแสดง ความพอเพียง ของตนเองกันเป็นทิวแถว โดย ความพอเพียง เหล่านั้น ก็ถือเป็นความอู้ฟู่ร่ำรวยที่คนยากจนจำนวนมากในประเทศนี้ไม่สามารถจะมี ความพอเพียง ดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ

ปัญหาเช่นนี้ได้นำมาสู่คำถามในเชิงรูปธรรมอันสำคัญจำนวนมากที่หวนย้อนกลับไปยังชุดคำอธิบายที่ทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป เช่น

การที่ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำ คมช. เดินทางไปชมภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในโรงภาพยนตร์หรูหราบริเวณห้างสรรพสินค้าใหญ่โตใจกลางเมือง หรือ การที่บรรดาชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางในกทม. ไปเดินซื้อของพักผ่อนหย่อนใจตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลายนั้น อาจถือเป็น ความพอเพียง สำหรับพวกท่าน เพราะกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่านมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะทำกิจกรรมดังกล่าว ทว่า ความพอเพียง เช่นนี้ จะถือเป็น ความพอเพียง ได้อย่างไร เมื่อกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่ถูกใช้ในกรุงเทพฯ เป็นกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศพม่า ซึ่งมีผู้หญิงชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งถูกข่มขืนและฆ่าโดยนายทหารพม่า พวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากหรือ ว่าพวกท่านใช้ชีวิตอย่าง พอเพียง บนความ ไม่พอเพียง อันถูกกระชากพรากขาดของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากเหล่านั้น หากพวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากก็นับว่าพวกท่านเป็นคนเลือดเย็นเต็มทน

แน่นอนว่า การที่แกนนำของ คมช. บางท่านไปสังสรรค์ในงานเลี้ยงปีใหม่กับบรรดาแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ย่อมสามารถเป็นสิ่งที่กระทำได้ และถือเป็นความ พอเพียง ตามกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่าน แต่ นายทหารที่ประจำการอยู่ ณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งชาวบ้านมลายูมุสลิมในพื้นที่เหล่านั้น จะสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่าง พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อภายหลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 9 มกราคม 2547 ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปและไร้ซึ่งความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นทุกวัน จนชีวิตของบางคนสามารถถูกพรากไปอย่างง่ายดายโดยปราศจาก ความพอเพียง

หรือ พวกท่านจะให้กลุ่มคนที่เคยประสบกับเหตุการณ์สังหารหมู่อย่างบ้าคลั่งกลางเมือง รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีความ พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อบางอย่างในชีวิตของพวกเขาได้ถูกกระชากพรากทิ้งจนขาดหายไปอย่างบอบช้ำภายใต้อำนาจอันอยุติธรรมเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว

คำถามเหล่านี้นี่เองที่คอยตอกย้ำพร่ำเตือนถึงข้อจำกัดที่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเผชิญหน้า อันเนื่องมาจาก สัมพันธภาพทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมกันของผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทย

จากการดำรงอยู่ของคำถามเหล่านี้ ส่งผลให้ชุดความหมายที่อธิบายถึงแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ของรัฐบาล ไม่สามารถครอบคลุมไปยังผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยได้ แม้จะพยายามบ่งชี้ความหมายในลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปแล้วก็ตามที ดังนั้น สิ่งที่บรรดาผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวจะต้องเผชิญเมื่อแนวคิดนี้ถูกแพร่กระจายไปสู่ความรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคม (popularized) ก็คือ เมื่อผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยมีสถานภาพและประสบการณ์ทางชีวิตอันผิดแผกแตกต่างกัน พวกเขาก็ย่อมที่จะต้องนิยามความหมายของ ความพอเพียง อย่างผิดแผกแตกต่างกันด้วย จนนำไปสู่การสร้างชุดความหมายหลากหลายชุดเพื่อใช้อธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง อันส่งผลให้ไม่มีชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งที่สามารถยึดกุมอำนาจในการอธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ได้อย่างเด็ดขาดอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดใจ ว่าเหตุใดแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกอธิบายอย่างซับซ้อนจริงจังเป็นการเป็นงานโดย สุเมธ ตันติเวชกุล ถึงถูกนำมาแปล/แปลง/แปรความหมายให้กลายเป็น ความพอเพียง ที่แลดูบิดเบี้ยวยั่วล้อ ดังที่ปรากฏในสป็อตโฆษณาของคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ หรือ ความพอเพียง ที่มีจุดหมายในทางธุรกิจ ดังที่ปรากฏในข้อความบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามท้องถนนที่ด้านหนึ่งก็เชิดชู ความพอเพียง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เชิญชวนให้ผู้คนหันมาบริโภคสินค้านานาชนิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความพอเพียง ได้ค่อย ๆ ถูกกลืนกลายเข้ากับวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ตลอดจนวัฒนธรรมบริโภคนิยม (consumer culture) ในสังคมไทยร่วมสมัยไปเรียบร้อยแล้ว และความหมายของ ความพอเพียง เหล่านั้น ก็จะไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว หรือ ไม่ได้อ้างอิงตัวเองกับความหมายดั้งเดิมเริ่มแรกอีกต่อไป

เพราะเมื่อมีผู้นำเอาความคิดที่มีความเป็นนามธรรมมาก ๆ ไปแพร่กระจายสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคม ผู้คนอันหลากหลายเหล่านั้นต่างก็ต้องดัดแปลงความคิดนามธรรมดังกล่าวให้กลายเป็นรูปธรรมง่าย ๆ ที่สามารถยังประโยชน์ให้แก่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของแต่ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่มคนในสังคมได้

การถูกแปล/แปลง/แปรความหมายนี่เอง ที่ถือเป็นราคาค่างวดอันสำคัญยิ่ง ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนให้มีการเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ออกไปสู่ผู้คนในวงกว้างของสังคม จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง

ปรากฏการณ์การแย่งชิงนิยามความหมายของ ความพอเพียง โดยกลุ่มคนอันหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย จึงถือเป็นมิติการต่อสู้ในทางการเมืองวัฒนธรรมที่รัฐบาลขิงแก่ และ คมช. จะต้องเผชิญหน้าและทำความเข้าใจ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมเช่นนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้คนธรรมดาจำนวนมากในสังคม ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยอดีตนายกรัฐมนตรีหนึ่งคนที่ต้องเตร็ดเตร่อยู่ตามต่างประเทศ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบุคคลสำคัญในรัฐบาล เช่น ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญในสังคมอย่าง นพ. เกษม วัฒนชัย จะให้ความสำคัญกับการตอบโต้อดีตนายกรัฐมนตรีเสียยิ่งกว่าการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับความหมายของคำว่า พอเพียง กระทั่งดีไม่ดี พวกท่านเหล่านั้น อาจจะละเลยเพิกเฉย หรือ ไม่ตระหนักรู้ด้วยซ้ำไป ว่าในขณะนี้ ได้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้นแล้วในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ในสมรภูมิแห่งการเมืองวัฒนธรรมนั้น คงจะต้องดำเนินไปอย่างยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคม รวมทั้งต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า ไม่มีผู้ใดสามารถยึดกุมอำนาจในการนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ไว้แต่เพียงผู้เดียวโดยเด็ดขาดอีกต่อไป (แม้นิยามความหมายดังกล่าวจะมีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปก็ตามที) ในเมื่อ ความพอเพียง ได้ถูกแพร่กระจายไปสู่การรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคมและได้ถูกแปล/แปลง/แปรความหมายไปในท่ามกลางความหลากหลายของวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนเหล่านั้นเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ สังคมที่เหมาะสมกับนิยามความหมายอันหลากหลายของ ความพอเพียง ดังกล่าว จึงควรจะเป็นสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์อันเนื่องมาจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มากกว่าจะเป็นสังคมปิดอันเต็มไปด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาในความเงียบงัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเป็นแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ในชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งก็ตามที

ดังนั้น คำกล่าวในลักษณะที่ว่า ผู้ที่นำเอาคำสอนเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปตีความในทางที่ผิดหรือตั้งแง่ต่อคำสอนดังกล่าว ถือเป็น พวกเลวทราม ระวังนรกจะกินหัว นั้น จึงถือเป็นคำกล่าวที่ไม่เข้าใจถึงสภาพของสังคมอันเต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คนและวิธีคิด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความอหังการที่จะโหมเพลิงนรกให้ปะทุลุกฮือขึ้นในใจของผู้พูดเอง มากกว่าจะเป็นการสาปแช่งให้นรกไปกินหัวผู้อื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากตน

โดย : คนมองหนัง

2007/Feb/03

ENTRY นี้ เรียบเรียงขึ้นจากกระทู้

สืบเนื่องจาก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 (ไม่เกี่ยวข้องกับตัวหนังมากนัก)

ไปอ่านเต็มๆได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=53270

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ช่วงเย็นของวานนี้ ผมเพิ่งได้ไปดูหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 มา เมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อของหนังไตรภาคชุดนี้ ผมถึงกับมีความทะเยอทะยานเป็นการส่วนตัว ที่จะทดลองลองมองประเด็นการสร้างความรู้สึกชาตินิยมผ่านมิติของตำนานปรัมปรา (myth) ซึ่งปรากฏในหนัง

แต่เมื่อได้ดูหนังภาคแรกจบลง มันกลับไม่มีอะไรสะดุดใจหรือติดค้างอยู่ในหัวสมองของผมมากนัก โดยประเด็นที่อยากจะทดลองมองเมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อหนังก็ไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เนื่องจากผมเห็นว่า หนังภาคนี้ไม่ได้เล่าเรื่องในลักษณะของ ตำนาน หรือ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเสน่ห์ของการเล่าเรื่องในลักษณะ ตำนาน กรุ่นอวลอยู่ในหนังภาคนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า คงต้องรอดูหนังภาค 2 เสียก่อน จึงจะพอเขียนงานเกี่ยวกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หากจะรอจนถึงหนังภาค 3 ลงโรงฉาย ก็คงเขียนงานได้ตอนปลายปีโน่น

สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ อาการครุ่นคิดเกี่ยวกับประเด็นเรื่องชาตินิยมยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองของผม ทว่าไม่ได้เกิดจากการได้ดูหนังเรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล แต่อย่างใด หากเกิดจากท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศของผู้นำประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัยมากกว่า


จากคำกล่าวถึงประเทศสิงคโปร์ของพล.อ.สนธิ ที่ลงตีพิมพ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับเมื่อวันพฤหัสฯ ได้ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงกรอบความคิดแบบหนึ่งที่ใช้มองลัทธิชาตินิยม

กรอบความคิดแบบนี้ จะมองว่า ชาติ ทั้งในความหมายของ รัฐชาติ ที่สถาปนาขึ้นแล้ว และ กลุ่มคนหรือชุมชนที่ทำการรณรงค์ (รบ) ต่อสู้เพื่อสร้าง ชาติ ล้วนแล้วแต่ต้องการ ศัตรู อยู่เสมอ

เมื่อ ชาติ ต้องการ ศัตรู และเสาะแสวงหา ศัตรูแห่งชาติ จนพบแล้ว สิ่งต่อมาที่ ผู้นำของชาติ ต้องทำ ก็คือ การปลุกระดมผู้คนภายใน ชาติ ให้เลือดรักชาติขึ้นหน้า และสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของความสมานฉันท์ เพื่อต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่ถูกค้นพบ

แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ชาติ กับ ศัตรูแห่งชาติ จบสิ้นหรือจวนเจียนจะมอดดับลง ความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวของคนภายใน ชาติ ก็จะพลอยเหือดหาย กระทั่ง แตกสลาย ตามไปด้วย จึงไม่แปลกอะไร ที่จะเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ผู้นำแห่งชาติ หรือ คนในชาติกลุ่มหนึ่ง สามารถเข่นฆ่าล้างทำลาย เพื่อนร่วมชาติ ที่เคยรวมพลังร่วมกันในการต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่อยู่ภายนอก ได้อย่างลงคอ เพียงเพราะ เพื่อนร่วมชาติ เหล่านั้น มีความคิดหรืออุดมการณ์อันแตกต่างออกไป แต่นั่นก็พอเพียงแล้ว ที่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น ศัตรูภายในชาติ

(การมองเห็นลัทธิชาตินิยมในลักษณะนี้ น่าจะทำให้ผู้ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง และ ผู้คนที่พลัดไหลไปตามกระแสธารแห่งอารมณ์ความรู้สึกแบบชาตินิยม ได้ตระหนักถึงอนาคตซึ่งอาจมีราคาที่จะต้องจ่ายอย่างสูงลิบลิ่วบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งในกรณี รัฐบาลทหารไทยกับสิงคโปร์ ตลอดจน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้กับรัฐไทย)

กรอบความคิดเช่นนี้ ทำให้ผมหวนคิดไปถึงหนังเรื่อง The wind that shakes the barley ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมิใช่น้อย ที่หนังโดยผู้กำกับชาวอังกฤษ อันเล่าเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ของชาวไอริช กลับมีส่วนร่วมที่อาจซ้อนทับกันอยู่กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัย สังคมที่มีคนบางคนกำลังเชิดชูอะไรที่เป็นแบบไทย ๆ (เช่น ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ) ขณะเดียวกัน ก็ด่าอะไรที่เป็นแบบฝรั่ง ราวกับว่า ไทย และ ฝรั่ง สามารถดำรงอยู่อย่างแยกขาดออกจากกันได้

สามารถกล่าวได้ว่า ผมมองเห็นเงาร่างหรือเค้ารางของลัทธิชาตินิยมไทยร่วมสมัยกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างมีชีวิตชีวา (มีด้านสว่างและด้านมืด) ในหนังฝรั่งเรื่องนั้น ทว่า ผมกลับมองไม่เห็นชีวิตที่ไม่ตายซากแห้งแล้งของลัทธิชาตินิยมไทยปรากฏขึ้นใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เพราะสำหรับผมแล้ว ชาตินิยม มีแง่มุมความหมายมากกว่าการต่อสู้ การมีอิสรภาพ การรักแผ่นดินเกิด หรือ การสละชีพเพื่อชาติ เช่น ขณะที่บางคนยอมสละชีพของตนเพื่อ ชาติ ชาติ ก็สามารถปลิดชีวิตของคนบางคนใน ชาติ ได้เช่นกัน

(อ้อ! นอกจากจะไม่ได้เห็นลัทธิชาตินิยมไทยที่มีชีวิตชีวา มีดีมีเลว ปรากฏใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 แล้ว ผมยังได้ฟังเพลงฝรั่งตอน end credit ของหนังเรื่องนี้ด้วยครับ 555)


จากคุณ : คนมองหนัง

ดิฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องชาตินิยม, การเมือง หรือประวัติศาสตร์ไทยเท่าไหร่ค่ะ ก็เลยไม่รู้จะแสดงความเห็นอย่างไรดีเกี่ยวกับประเด็นที่คุณพูดมา แต่เมื่อกี้เพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกขำกับเพลงประกอบท้ายเรื่องเหมือนกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดใจเล็กๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือผู้หญิงในหนังเรื่องนี้โชว์สะดืออยู่บ้างในบางฉาก ก็เลยทำให้สงสัยว่าเวลาหนังเรื่องนี้มาฉายทางทีวี สะดือของผู้หญิงเหล่านี้จะถูกม่านหมอกเซ็นเซอร์มาบดบังหรือไม่ ฮ่าๆๆๆๆ

มีประเด็นนึงที่คุณพูดมาที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี นั่นก็คือประเด็นที่ว่า

>>แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ชาติ กับ ศัตรูแห่งชาติ จบสิ้นหรือจวนเจียนจะมอดดับลง ความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวของคนภายใน ชาติ ก็จะพลอยเหือดหาย กระทั่ง แตกสลาย ตามไปด้วย จึงไม่แปลกอะไร ที่จะเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ผู้นำแห่งชาติ หรือ คนในชาติกลุ่มหนึ่ง สามารถเข่นฆ่าล้างทำลาย เพื่อนร่วมชาติ ที่เคยรวมพลังร่วมกันในการต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่อยู่ภายนอก ได้อย่างลงคอ เพียงเพราะ เพื่อนร่วมชาติ เหล่านั้น มีความคิดหรืออุดมการณ์อันแตกต่างออกไป แต่นั่นก็พอเพียงแล้ว ที่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น ศัตรูภายในชาติ<<

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งสองเรื่องที่เคยดู ซึ่งก็คือ

1.DANTON (1982, ANDRZEJ WAJDA, A+++++)

Danton (Gerard Depardieu) and Robespierre (Wojciech Pszoniak) were close friends and fought together in the French Revolution, but by 1793 Robespierre was France's ruler, determined to wipe out opposition with a series of mass executions that became known as the Reign of Terror. Danton, well known as a spokesman of the people, had been living in relative solitude in the French countryside, but he returned to Paris to challenge Robespierre's violent rule and call for the people to demand their rights. Robespierre, however, could not accept such a challenge, even from a friend and colleague, and he blocked out a plan for the capture and execution of Danton and his allies.

2.DARK BLUE WORLD (2002, JAN SVERAK, B+)

หนังเรื่องนี้พูดถึงประเด็นที่คุณพูดมาแค่นิดหน่อย แต่ก็เป็นประเด็นที่ฝังใจดิฉัน เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงชาวเชคกลุ่มหนึ่งที่เคยร่วมมือกับอังกฤษในการขับไล่นาซีออกไปจากดินแดนเชค แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง วีรบุรุษชาวเชคเหล่านี้กลับถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเชคจับขังคุกเพราะเห็นว่าพวกเขาเคยร่วมมือกับอังกฤษ ดังนั้นพวกเขาจึงอาจจะเป็นภัยต่อคอมมิวนิสต์

The film's culmination sees them reconciled in moving circumstances, and the perspective is widened by scenes set in 1950: Slama, as with most Czech soldiers who fought with the Allies, having been sentenced to hard labour by the Communist authorities as a potential security threat. His decent treatment by a German doctor, as opposed to the brutality of the Czech guards, points up the tragic irony of those who fought for freedom, only to finish up on the "wrong" side of the Iron Curtain.

ดูหนังเหล่านี้ก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตจริง

จากคุณ : M.Scudery Worships Thomas Koener

ชาตินิยมเปรียบเสมือนโรคร้ายที่มีไว้เพื่อมอมเมาผู้ที่อยู่ใต้อำนาจให้ง่ายต่อการตกเป็นเครื่องมือของพวกนักการทหารหรือนักการเมืองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และผมว่ามันมีในสังคมเรามาโดยตลอด ผ่านการปลูกฝังอย่างเป็นระบบ และสังเกตได้จากพฤติกรรมทั่วไป เหมือนกับเป็นอากาศที่เราหายใจแต่เรามองไม่เห็น เพราะมันดูคุ้นเคยจนแทบไม่ได้สังเกต

จำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ปีหนึ่ง ในเวลานั้นมีปัญหาเรื่องบ้านร่มเกล้า ซึ่งภายหลังก็เป็นที่ทราบกันว่าเป็นเพราะบริษัททำไม้ของไทยเข้าไปลักลอบตัดไม้ในประเทศลาว ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐของลาวและเจ้าหน้าที่ในกองทัพไทย บรรยากาศในเวลานั้นก็คุกรุ่นไปด้วยกระแสชาตินิยม ไม่เว้นแม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นชุมชนทางปัญญา ควรจะเป็นแหล่งรวมของผู้ที่มีอิสระทางความคิด แต่ก็ไม่มีใครพยายามจะค้นหาสาเหตุเลยว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้มีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น เวลาใช้ความเป็นอื่นมองคู่กรณี เราก็มักจะมองข้ามสาเหตุอันเกิดขึ้นจากพวกเดียวกันเอง เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แทนที่จะมองถึงสาเหตุจากการลงทุนโดยไม่รู้จักประมาณตน ลงทุนแบบนักเก็งกำไร เรากลับไปโทษปัจจัยภายนอก และนั่นก็ทำให้เราเลือกพรรคการเมืองที่เล่นกับกระแสชาตินิยมอย่างออกนอกหน้า (ดูได้จากชื่อของพรรค)

อัคติอันเกิดจากแนวคิดชาตินิยมจะสังเกตได้ในเวลาเกิดปัญหาการว่างงาน เราก็มักจะโทษไปที่แรงงานต่างด้าวว่า ต้องเป็นเพราะพวกนั้นที่มาแย่งงาน หรือมาเพื่อทำให้ค่าแรงมีราคาถูก แทนที่จะมองไปว่า ผู้ที่ต้องการให้แรงงานราคาถูกลงอย่างแท้จริงก็คือนายจ้างคนไทยด้วยกันเอง ทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกฏหมายแรงงานให้แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นมีสิทธิ์เท่าเทียมกับแรงงานไทย และสามารถเข้าร่วมกับสหภาพแรงงาน เมื่อมีสมาชิกมาขึ้นก็จะทำให้สหภาพแรงงานแข็งแกร่งขึ้น มีอำนาจต่อรองกับนายจ้างมากขึ้น แต่การทำเช่นนี้อาจจะติดกับแนวคิดเรื่องชาตินิยม เพราะมันอาจจะเป็นการบ่อนเซาะอธิปไตยของชาติในสายตาของพวกคลั่งชาติ สู้ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนชาติเดียวกันไม่ได้ และการมองแรงงานต่างด้าวด้วยอัคติ ถึงขั้นพยายามผลักดันกฏหมายกีดกันสิทธิ์ของแรงงานเหล่านั้น กลับจะทำให้พวกเขาจนตรอกและยอมรับงานได้ทุกรูปแบบโดยไม่เกี่ยงค่าจ้าง ซึ่งก็จะเข้าทางพวกบรรดานายจ้างที่ไม่ต้องการให้มีการรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงานเกิดขึ้น เป็นเพราะการยึดติดกับคติชาตินิยมในหมู่ผู้ใช้แรงงานชาวไทยนี่เอง พวกเขาจึงไม่สามารถตระหนักได้ว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของพวกเขา

การยึดมั่นกับแนวคิดเหล่านั้น มันทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องราวต่างๆในประวัติศาสตร์ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีทางที่จะหลุดพ้นจากมันบ้างไหม ทำไมความขัดแย้งของชนชั้นนำจึงนำมาสู่สงครามที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนทุกชนชั้น ทำไมคนอย่างฮิตเลอร์ถึงได้สามารถจะโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเคลื่อนไหวไปในแนวทางที่เขาต้องการ หรือแม้แต่ตายแทนคนอย่างเขาได้ ในยุคล่าอาณานิคม การล่าอาณานิคมและการสร้างศัตรูด้วยความเป็นอื่นมีส่วนช่วยในการลดแรงเสียดทานระหว่างชนชั้นได้เป็นอย่างดี

ชาตินิยมอาจจะเริ่มพัฒนาจากการที่มนุษย์เริ่มครอบครองที่ดิน แต่ความต้องการของมนุษย์ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่แสดงตัวตนบางส่วนหรืออาจจะทั้งหมดของพวกเขา การได้เช้าร่วมเหมือนกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตหรือตัวตนของพวกเขา นอกจากชาติแล้ว กลุ่มที่ว่าอาจจะอยู่ในรูปศาสนา หรือรูปแบบอื่นๆ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้รับการตอกย้ำตลอดเวลาในสังคมไทย แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีระบบว๊ากที่พวกสตาฟมักจะอ้างว่าเพื่อเป็นการสลายตัวตนของปัจเจกและก็จะสามารถจะคำนึงถึงส่วนรวม แต่การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไม่ได้เป็นการสลายตัวตนแต่อย่างใดเลย มันกลับเป็นการขยายบางส่วนหรือทั้งหมดของตัวตน และสร้างภาพลวงตาของความภูมิใจให้ปัจเจกได้ยึดติดกับมันมากขึ้น และความเป็นส่วนรวมมักจะหมายถึงความเป็นเอกภาพที่เรามักจะแลกมันกับความหลากหลาย ความเป็นเอกภาพจึงเป็นเหมือนกับกรอบที่ลดทอนความซับซ้อนทุกๆอย่างลงในรูปง่ายๆ การลดทอนนี้เป็นอุปสรรคตัวสำคัญต่อพัฒนาการทางปัญญา

ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าเมื่อไหร่คนไทยถึงจะรู้จักปลดแอกตัวของพวกเขาเองจากแนวความคิดพวกนี้ และตระหนักว่า ตัวตนมันไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นกระแสความคิดอันเกิดจากการรับรู้ ที่ผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ความเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เราต้องสูญเสียสิ่งที่เราอาจจะคิดถึง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ความเปลี่ยนแปลงอันไม่พึงประสงค์หลายอย่างก็เกิดจากแนวความคิดชาตินิยมเช่นกัน เพราะแนวความคิดชาตินิยมก็คล้ายๆกับแนวความคิดอนุรักษ์นิยมอื่นๆ แนวความคิดพวกนี้จะไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นสอดคล้องหรือสนับสนุนความสัมพันธ์ทางอำนาจในแบบที่เคยเป็นมา

เวลาผมเห็นคนอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามที่รัฐบาลของพวกเขาก่อขึ้น ผมรู้สึกอิจฉาที่อย่างน้อยแม้สังคมอเมริกันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ก็ยังเหลือเนื้อที่ให้คนหนุ่มสาวบางกลุ่มเติบโตขึ้นมาอย่างมีอิสระทางความคิดได้ ผมรู้สึกชื่นชมความเปิดกว้างเวลาที่มีการสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวในช่วงสงครามเวียดนาม และพวกเขาบอกว่า พวกเขารู้สึกอับอายที่เกิดมาเป็นคนอเมริกัน แม้แต่ช่วงต้นสงครามอิรัก ก็ยังมีคนอเมริกันบางกลุ่มอาสาสมัครไปเป็นโล่ห์มนุษย์ ถ้าประเทศไทยไปรุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า จะมีคนไทยทำอย่างนี้กันได้บ้างไหม หรืออย่างน้อยก็คิดค้นหาสาเหตุ คงไม่หรอกครับ เพราะคนไทยเราชาตินิยมเกินกว่าจะมองอะไรได้ลึกซึ้งกว้างไกลได้ขนาดนั้น

มีความพยายามที่จะปลูกฝังว่า ชาตินิยมเป็นส่วนหนึ่งของความดีงาม การเป็นคนที่ดีงามก็ต้องเป็นคนที่รักชาติ แต่ความจริงแล้ว ชาตินิยมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความดีงามเลย แต่มันเกี่ยวข้องทุกอย่างกับอำนาจ และแม้แต่มาตรฐานเรื่องความดีงาม ก็ควรจะมีการตั้งคำถามเช่นเดียวกันครับ


จากคุณ : pc

มันอยู่ในหนังสือเรียนครับ

ผมอยากจะบอกดังๆอย่างนั้น

วันก่อนได้อ่าน สารคดีเล่มใหม่ บทความที่ว่าด้วย นเรศวรมหาราช นอกกรอบชาตินิยม

อ่านแล้วเข้าใจได้เรื่อง ไทยรบพม่า มันคือการสร้าง ชาติจาก การสร้างศัตรูโดยแท้

ยังไม่ได้ไปดูนเรศวรครับ แต่ดูข่าวทีวีแล้วพบว่า เรากำลังกลับเข้าสู่ยุค คลั่งชาติอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งที่ความเป็นชาติเพิ่งมีมาได้ไม่นาน และมีขึ้นเพื่อต่อต้านศัตรู

หรือเราเลือกหยิบชิ้นปลามันทางประวัติศาสตร์มาสนองความเชื่อของตนมากกว่าจะทำความเข้าใจมันจริงๆ


จากคุณ : FILMSICK

ประเด็นเรื่อง "ชาตินิยม" ดิฉันเห็นด้วยนะคะในเรื่องปัญหาของชาตินิยมในปัจจุบัน แต่พอยิ่งเห็นด้วยมาก ก็ให้เกิดคำถามขึ้นไม่ได้ว่าชาตินิยมมันแย่ถึงขนาดนี้เชียวหรือเนี่ยในความคิดของเรา?

โดยส่วนตัวของดิฉันเอง ปัญหาที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่าชาตินิยมได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ถูกประณาม เป็นจุดกำเนิดของสิ่งร้ายและไม่พึงประสงค์ไปตั้งแต่ตอนไหนกัน?

ตั้งแต่เกิดกระแสโลกาภิวัตน์? ไม่แน่ใจค่ะ?

มันออกจะเหลือเชื่อนะคะ อุดมการณ์หรือกระบวนการชาตินิยมเมื่อร่วมศตวรรษก่อนนั้นคือพลังยิ่งใหญ่ที่ผลักดันโลกไปข้างหน้าได้อย่างมหาศาล ชาตินิยมคือที่มาของการปลดปล่อยอาณานิคมเกือบทุกที่ในโลก เป็นสิ่งที่ประเทศเกือบค่อนโลกใช้ในการต้านทานการคุกคามของจักรวรรดินิยม เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศเกิดใหม่หลายประเทศไม่เกิดสงครามนองเลือดหลังได้รับเอกราช ผลักดันให้ประเทศเหล่านั้นก้าวไปข้างหน้า ฯลฯ แต่พอมาถึงวันนี้มันกลายเป็นความชั่วร้ายสมบูรณ์แบบไปเสียได้...

คิดเล่นๆ นะคะ


แต่คุณโมน่าก็อย่าลืมนะครับว่าการล่าอาณานิคมและการก่อสงครามมันก็เริ่มต้นขึ้นจากชาตินิยมเช่นเดียวกันนะครับ ในบางกรณี การล่าอาณานิคมอาจจะเป็นไปเพื่อการเผยแพร่ศาสนา แต่ก็จัดได้ว่า การมีสังกัดอย่างการนับถือศาสนาก็เป็นการสังกัดกลุ่มในลักษณะที่คล้ายกับชาตินิยมน่ะครับ

ทำไมประเทศที่ก่อสงครามหรือประเทศที่ล่าอาณานิคมถึงได้สามารถเกณฑ์ผู้คนตั้งมากมายไปรบในดินแดนอื่นที่ห่างไกล แทนที่จะเป็นการป้องกันการรุกรานในดินแดนของตัวเอง ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมสละเวลาในชีวิตและการได้อยู่กับครอบครัว หรือใช้เวลาในชีวิตทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ แทนที่จะไปเข้าสมรภูมิในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย มีชีวิตอยู่ใต้กฏข้อบังคับทางทหารที่เคร่งครัด ไม่ใช่เพราะสำนึกเรื่องชาตินิยมที่พวกเขาได้รับการปลูกฝังมาทีละน้อยจนเชื่อหรอกเหรอครับ จนยอมตายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับผู้ที่ปกครองพวกเขา

แน่นอนครับว่าชาตินิยมกระตุ้นให้เกิดการปลดแอกจากเจ้าอาณานิคม แต่พวกเจ้าอาณานิคมเหล่านี้ต่างหากครับที่ริเริ่มหาประโยชน์จากสำนึกชาตินิยม จนเกิดเป็นแรงกฏดันให้ชาติอื่นๆต้องใช้แนวทางเดียวกันเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อรอดแล้ว ประชาชนในชาติเหล่านั้นก็ยังต้องถูกแสวงหาประโยชน์จากผู้ปกครองเชื้อชาติเดียวกันเอง

ผมลองมาเทียบเคียงดูแล้ว มันคล้ายกับ เวลาการเมืองในชาติมหาอำนาจชาติหนึ่งเริ่มเอียงไปทางขวา และเริ่มใช้นโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานของแนวคิดฝ่ายขวา มันจะเกิดเป็นแรงผลักให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนั้นมีทัศนคติทางการเมืองเคลื่อนไปทางขวาด้วย


จากคุณ : pc

ทำไมเราถึงต้องอยู่กันอย่างแบ่งแยกเป็นประเทศ ทำไมเราถึงต้องถูกบังคับไปในตัวตั้งแต่เกิดว่าเราต้องสังกัดประเทศใดประเทศหนึ่ง ทำไมผืนแผ่นดินที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันจะต้องถูกตัดแบ่งด้วยแนวความคิดเชิงนามธรรมของมนุษย์ ทำไมบางคนถึงได้ยอมสละชีวิตของตัวเอง สละช่วงเวลาในชีวิตเพื่อไปอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลด้วยการเป็นทหาร ทั้งๆที่การรบในดินแดนที่ห่างไกลไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการป้องกันตัวเองจากการรุกรานเลย ทำไมจึงยอมสูญเสียเสรีภาพในชีวิตไปกับการอยู่ใต้กฏเกณฑ์ที่เคร่งครัดแบบทหารที่กัดกร่อนความคิดที่สร้างสรรค์ทั้งมวล สูญเสียโอกาสที่ได้ค้นพบการมีความสุขกับปัจจุบันขณะ เพื่อเข้าไปรับใช้ในเกมแห่งอำนาจ ทั้งๆที่พวกที่เขารับใช้นั้นไม่ได้ยึดถือเรื่องชาตินิยมอะไรด้วยเลย ถึงแม้จะเชื่อ ก็เป็นเพราะมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนพวกนั้น แต่เมื่อมีภัยมาใกล้ตัว คนที่มีอำนาจพวกนั้นคงไม่มาตายด้วยแน่

ผมลองคิดและลองค้นคว้าด้วยการอ่านด้วยตัวเองดู ซึ่งมันไม่ค่อยเป็นระบบสักเท่าไหร่หรอกครับ ผมค่อนข้างเชื่อตามที่ได้รับรู้มาว่า เราอาจจะมีแนวความคิดเรื่องการมีอาณาบริเวณกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรายังเป็นพวกเร่ร่อน แต่อาณาบริเวณในเวลานั้นอาจจะไม่เป็นจุดที่ตายตัว จนเมื่อมนุษย์เริ่มมีความคิดในการครอบครองที่ดิน และตั้งกฎเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินขึ้นมา (ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นกฎธรรมชาติที่ว่า ผืนแผ่นดินหรือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมีไว้เพื่อให้มนุษย์ได้ครอบครองเท่านั้น) เมื่อคนกลุ่มหนึ่งยอมรับในกฎเหล่านั้น คนกลุ่มอื่นๆก็ถูกบีบให้ยอมรับไปด้วย และเริ่มครอบครองผืนแผ่นดินเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มอื่นเข้ามาแย่ง เหมือนกับที่พวกคนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาต้องรับเอากฏเกณฑ์การครอบครองที่ดินของชาวตะวันตกมาใช้ และการครอบครองผืนแผ่นดินนี้เองที่เป็นที่มาของรัฐชาติที่มีอาณาบริเวณที่แน่นอน

การก่อเกิดของรัฐชาติมันก็มีที่มาจากเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณธรรมที่สูงส่งอย่างที่ทั้งผมและคุณต่างก็ถูกปลูกฝังกันมา ที่ว่าบรรพบุรุษรักษาผืนแผ่นดินเอาไว้ให้ลูกหลาน ผมว่ามันล้วนโกหกทั้งเพ คนพวกนั้นต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง เพื่อการได้รับประโยชน์ในรุ่นของพวกเขาเอง การคิดที่จะมีลูกหลานเพื่อสืบทอดประเพณี ตัวตน ทรัพย์สิน จนลูกหลานเหล่านั้นกลายมาเป็นคนรุ่นหลัง ต่างก็เป็นไปเพื่อสนองความอยากของพวกเขาเองในเวลานั้น และในเวลานี้ คนรุ่นเราต้องมีสังกัดประเทศ ต้องอยู่ภายใต้กรอบข้อบังคับเชิงวัฒนธรรมเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของตัวตนที่คนรุ่นก่อนๆสร้างกันขึ้นมา มันก็เหมือนกับการสืบทอดระบบที่คอยรักษาผลประโยชน์ และค้ำจุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมเอาไว้ โดยไม่ต้องคิดตั้งคำถามหรือแก้ไข เพื่อประโยชน์ของฝ่ายที่อยู่ในอำนาจ

ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราเลิกยึดแนวความคิดชาตินิยมในการพิจารณาเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นแรงงานไทยหรือแรงงานต่างด้าว ให้พวกแรงงานต่างด้าวเข้าร่วมสหภาพและมีสิทธิ์เท่าเทียมกับแรงงานไทย ผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คงจะเป็นพวกนายจ้าง แต่คติชาตินิยมทำให้ผู้ใช้แรงงานของเรามองข้ามไปว่า พวกแรงงานต่างด้าวอาจจะพูดคนละภาษา แต่อยู่ในชนชั้นเดียวกัน เคยเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบคล้ายๆกัน

ในเวลานี้ ผมอาจจะต้องยอมรับโดยนิตินัยว่า ผมเองก็มีสังกัดที่ผมอาจจะไม่ได้เลือก ผมถือพาสปอร์ตไทย ผมสังกัดประเทศไทย แต่ผมไม่คิดว่า แนวความคิดเรื่องรัฐชาติควรจะเป็นสิ่งที่ควรจะถือเป็นจริงเป็นจังไม่ว่ากับผมหรือกับใคร ผมอาจจะไม่คุ้นเคยกับการมีชีวิตแบบเร่ร่อนแบบที่มนุษย์ยุคก่อนเคยเป็น นั่นก็เป็นเพราะว่าโลกมันถูกทำให้เป็นในแบบที่มันเป็นในเวลานี้ก็เพราะคนรุ่นก่อนๆทำมันเอาไว้ จนมันกลายเป็นโลกในแบบที่ทั้งผมและคุณเติบโตมากับมัน แต่ในเมื่อเรารู้ว่าคติชาตินิยมมันไม่ได้เกิดด้วยจุดประสงค์ที่สูงส่งอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามจะทำให้เราได้เชื่อ มันยังจำเป็นอีกเหรอครับที่ผมต้องไปจริงจังกับเรื่องพวกนี้

ไม่มีอะไรที่มีค่าพอกับการสละชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวความคิดทางนามธรรมที่เป็นไปเพื่อการรักษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กับดักแห่งความไม่เท่าเทียมที่เราคิดค้นกันขึ้นมา เพื่อจะมาบอกว่า ชีวิตของพวกที่อยู่ในอำนาจมีความสำคัญมากกว่า ลัทธิชาตินิยมอาจจะช่วยให้หลายประเทศได้ปลดแอกจากอำนาจของประเทศเจ้าอาณานิคม แต่ก็เป็นเพราะชาตินิยมในประเทศเจ้าอาณานิคมนั่นล่ะครับ ที่ทำให้การล่าอาณานิคมมีความเป็นไปได้ จนทำให้ประเทศที่ปลดแอกต้องรับเอาแนวคิดชาตินิยมเข้ามาบังคับใช้ในดินแดนของตน เพื่อใช้กดพลเมืองในรัฐชาติของตนแบบเดียวกับที่ประเทศเจ้าอาณานิคมเคยทำ

ถ้าเราตระหนักได้ว่า ไม่มีอะไรที่มีค่าพอกับการสละชีวิต การได้มีชีวิตมีกันได้แค่ครั้งเดียว และทุกคนต่างก็มีชีวิตกันเพื่อตัวเอง เราคงจะไม่ต้องมีทหาร และพวกนักการเมืองและผู้ปกครองที่ทะเยอทะยานคงจะหาคนไปตายแทนไม่ได้หรอกครับ

จากคุณ : pc

เพิ่มอีกนิดนึงนะครับ

ถ้ารัฐชาติ เป็นเสมือนกรอบทางกายภาพที่จำกัดเสรีภาพของมนุษย์ในการเดินทาง ค้นพบดินแดนแปลกใหม่ในช่วงเวลาของชีวิต คติชาตินิยมก็เป็นเสมือนกรอบจำกัดทางนามธรรมที่จำกัดเสรีภาพทางความคิด ที่จะทดลอง สำรวจ ความเป็นไปได้ทางจินตนาการ อย่างปราศจากข้อจำกัด

ผมไม่ได้ต่อต้านชาตินิยมเพราะกระแสโลกาภิวัฒน์หรอกครับ ผมทราบแต่ว่าผมไม่เคยภูมิใจกับการที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยเลย กับจารีตและวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นมากมาย ที่ตัดโอกาสในการเรียนรู้ ทดลอง ทั้งทางความคิดและการใช้ชีวิตอย่างรอบด้านในทุกแง่มุม เพียงแต่การปฏิบัติตามจารีตเหล่านั้นมันแค่ทำให้เราดูดีในสายตาของคนอื่นเท่านั้น

ในขณะที่ผู้คนในวัฒนธรรมอื่นที่เต็มไปด้วยเสรีภาพกลับมีโอกาสทำได้ทุกอย่างตามที่เสรีภาพของเขาจะเอื้ออำนวย(ถ้าไม่มีการกระทบกับเสรีภาพของผู้อื่น) ทำไมผมต้องไปภูมิใจกับความเป็นไทยที่ผมต้องถูกยัดเยียดอย่างไม่เต็มใจด้วยล่ะครับ


จากคุณ : pc

หลังๆผมมาคิดได้ว่า โลกทั้งหมดเป็นเหมือนชื่อหนังสือของคุณมุกหอม มันคือ -พรหมแดนทดลอง-
ย้อนกลับไปทีนเรศวร อโยธยา หงสา ล้านช้าง ครั้งหนึ่งก็มีพรหมแดนทดลองของตรนก่อนจะถูกนำมารวมไว้เป็นสยาม เป็น ไทยในปัจจุบัน

การเจือจางจ้ามวัฒนธรรมนั้นน่าสนใจมากกว่าเส้นแบ่งอาณาเขตในแผนที่อีกครับ

พอคิดไปคิดมา ก็สรุปเอาเองว่า -ชาตินิยม- ไม่ได้ติดมากัยตัวครับ มันเกิดขึ้นและถูกปลูกฝังระหว่างการเติบโตของเรานี่เอง คำ รู้คุณแผ่นดินนั้นเป็นที่สงสัยของผมมาตลอด เพราะว่า แผ่นดินที่เรายืนอยู่เป็นเพียงแค่ อีกหนึ่งหรมแดนทดลอง ที่เราตั้งชื่อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

เลยคิดต่อไปว่า อนวคิดแบบทีคุณ pc ว่ามามันคล้ายคลึงกับการริบแผ่นดินเป็นของรัฐ แบบที่มาร์กซ์ คิดไว้หรือเปล่าครับ (อันนี้ผมเองก็คาดเดาเอา ไม่แน่ใจความถูกต้อง)

และพอดูนเรศวร แล้วไปอ่านความเห้นของผู้คนหลากหลายในพันทิป
ก็ให้รู้สึกว่า จริงๆแล้วชาติ จะไม่มีอยู่เลยถ้าไม่มีการนิยาม ศัตรูของชาติขึ้นมา

เรานิยามพม่า( พม่าในมายาคติของเรา โดยยึดเอาพรมแดนทดลอง ที่เคลื่อนที่ได้ในแต่ละยุค) เพื่อให้มีชาติไทย( แต่ศัตรูของเราในยุครวมชาตอกลับเป็นจักวรรดินิยม )

เหมือนที่อเมริกายังนิยามความเป็นชาติตัวเองได้ต่อเนื่องยาวนาน จาก ฮิตเลอร์ คอมมมิวนิสต์ และ อาหรับ

สุดท้ายเราติดกับดักกันจริงๆอย่างที่คุณ pc บอกครับ
กับดักนั้นชื่อว่า พรมแดนทดลอง

จากคุณ : FILMSICK

ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เล็กน้อยครับ
เนื่องจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งกับครอบครัว จึงทำให้คิดอะไรเพิ่มขึ้นได้บ้าง
โดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ไม่ได้มองว่าหนังเรื่องนี้แย่นะครับ แต่ก็ไม่ได้มองว่าดีมาก ถือว่าพอดูได้เพลิน ๆ ทว่าปกติผมก็มักจะไม่ประเมินหนังเรื่องไหนว่าดีหรือเลวอยู่แล้ว แต่จะมองหาประเด็นที่น่าสนใจบางอย่างในตัวหนังมากกว่า
จากการได้ดูหนังในรอบที่ 2 ผมยังยืนยันว่า หนังเรื่องนี้เล่นกับประเด็น ชาตินิยม และเป็น ชาตินิยม ในมิติเดียว คือ ประเภทที่มีความหมายของการรู้รักสามัคคีอะไรทำนองนั้น แต่ท่านมุ้ยก็ฉลาดพอที่จะไม่นำ ความเป็นไทย มาอยู่ในหนัง อย่างไรก็ตาม ผมยังรู้สึกติดใจอยู่พอสมควร กับการใช้ ความเป็นสยาม ของท่านมุ้ยในหนังเรื่องนี้ กล่าวคือ ตัวละครสมเด็จพระนเรศวรจะพูดอยู่เสมอถึง การเป็นคนสยามที่ต้องรักกัน หรือ พูดถึงการที่คนสยามแตกสามัคคีกัน หรือ คนสยามนู่นนี่อีกมากมาย ราวกับว่า ในยุคสมัยนั้น คนในแถบอยุธยาขึ้นไปจนถึงหัวเมืองเหนือได้ยึดถือลักษณะอะไรบางอย่างร่วมกันจนทำให้เกิด ความเป็นสยาม ขึ้นมา หรือ อาจพูดอีกแง่หนึ่งได้ว่า ดูราวกับท่านมุ้ยจะแทนที่ ความเป็นไทย ในปัจจุบัน ด้วย ความเป็นสยาม ซะอย่างงั้นแหละ (ทั้งที่ ความเป็นสยาม ดูเหมือนจะมีความหมายที่แสดงให้เห็นถึง ความหลากหลายของผู้คน ยิ่งกว่า ความเป็นไทย เป็นอันมาก)
ปัญหาก็คือ อะไรเล่าครับ คือ ลักษณะที่ผู้คนในแถบอยุธยาขึ้นไปจนถึงหัวเมืองเหนือยึดโยงอยู่ร่วมกัน จนทำให้เกิดความเชื่อของตัวละครสมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาว่า คนสยามควรจะรักและสามัคคีกัน ผมเห็นว่า ท่านมุ้ยในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มีความชอบธรรมครับที่จะสร้างประเด็น ความเป็นสยาม ขึ้นมาในหนัง แต่ท่านต้องให้เหตุผลผ่านรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังอย่างเพียงพอด้วยว่า ความเป็นสยาม ดังกล่าวคืออะไร ซึ่งเหตุผลที่ผมต้องการเห็นมันไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น ในขณะที่ ตัวละครสมเด็จพระนเรศวรปรารถนาความสามัคคีในหมู่ชาวสยาม โดยที่คนดูไม่ได้เห็นลักษณะ ความเป็นสยาม ร่วมกัน ระหว่างคนอยุธยากับคนพิษณุโลกเลย (จะอ้างว่าใช้ภาษาเดียวกันก็ไม่ได้ เพราะในหนังก็ดันให้ตัวละครฝ่ายพม่าพูดภาษาไทยด้วย) หนังกลับสร้างสิ่งที่ย้อนแย้งหนักขึ้นไปอีกด้วยการบรรยายรายละเอียดความขัดแย้งระหว่างหัวเมืองเหนือกับอยุธยา หรือ ราชวงศ์พระร่วง กับ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เสียอย่างมากมาย ซึ่งรายละเอียดดังกล่าว ในด้านหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะช่วยสนับสนุนเหตุผลว่า ทำไมพระนเรศวรถึงต้องการความสามัคคีในหมู่สยาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็แสดงให้เห็นว่า ความเป็นสยาม มันไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว แล้วตัวละครพระนเรศวรจะใฝ่หาถึงความสามัคคีในหมู่ชาวสยามได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังไม่ได้แสดงรายละเอียดถึงลักษณะร่วมที่ยึดโยงชาวสยามไว้ด้วยกันเลย
สิ่งที่ผมไม่แน่ใจอีกอย่างก็คือ ในเมื่อพระนเรศวร และ พระสุพรรณกัลยา เติบโตที่เมืองพิษณุโลกตลอดเวลา แล้วทำไม สำนึกร่วมของ ความเป็นสยาม ของตัวละครสองตัวนี้จึงได้สูงขนาดนั้น ราวกับตัวละครทั้งสองไม่ได้รับอิทธิพลความคิดจากพ่อ คือ พระมหาธรรมราชาเลย เช่นกันกับ กรณีของพระสุพรรณกัลยาที่รักแผ่นดินอยุธยาจนถึงกับเอาดินจากอยุธยาไปสถิตอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี ผมก็เกิดคำถามว่า ทำไมตัวละครตัวนี้ถึงรักอยุธยามากขนาดนั้น ทั้งที่เพิ่งเข้าไปอยู่อยุธยาก่อนกรุงแตกครั้งที่ 1 ไม่นานนัก และชีวิตส่วนใหญ่ก่อนหน้านั้นก็อยู่พิษณุโลกตลอดเวลา อาจอธิบายสาเหตุเหล่านี้ได้ว่า เป็นเพราะลูก ๆ ย่อมใกล้ชิดแม่/พระวิสุทธิกษัตรีย์ ที่เป็นเชื้อสายสุพรรณภูมิที่ปกครองอยุธยามากกว่า เลยได้รับอิทธิพลความคิดจากแม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏในหนัง แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตัวละครพระวิสุทธิกษัตรีย์เองก็ไม่ได้พูดถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวสยามมากนัก แล้วสำนึกร่วมของ ความเป็นสยาม ของพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยานั้นท่านได้แต่ใดมา? (อาจตอบกวน ๆ ได้ว่า ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล (อาจรวมอ.สุเนตรด้วย) ท่านจัดให้)

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมทิ้งเชื้อไว้ตอนตั้งกระทู้ก็คือ เรื่องความเป็น ตำนาน ที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีในหนังเรื่องนี้ที่ใช้ชื่อว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วผมก็ไม่ได้อธิบายขยายความต่อ (ที่จริงคือยังคิดอะไรไม่ค่อยออก)
หลังจากดูหนังรอบที่ 2 ผมจึงคิดอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้มากขึ้น (แต่ยังไม่ชัดเจนมากนัก และอยากรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากเพื่อน ๆ เช่นกัน) คือ ผมยังยืนยันว่าสิ่งที่ปรากฏในหนังไม่มีลักษณะเป็นตำนาน แต่มันมีลักษณะของเรื่องแต่งที่ได้ถูกร้อยเรียงมาจากพงศาวดารและนิยายจำนวนหนึ่ง (อย่างน้อยก็ผู้ชนะสิบทิศ)
ปัญหาก็คือ ตำนาน/ตำนานปรัมปรา ที่ผมรู้สึกว่าขาดหายไปในหนังเรื่องนี้นั้น มันมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่? ถ้าพิจารณาตามพจนานุกรม ตำนาน ก็จะมีความหมายราว ๆ ว่า เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน อะไรทำนองนั้น
ซึ่งหากเราพยายามพิจารณาเรื่องของ ตำนาน เข้ากับประเด็นชาตินิยม สิ่งที่เราจะได้พบก็คือ เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน มันสามารถถูกนำมารับใช้ รัฐชาติ ได้อย่างไร เช่น มันสามารถสร้างความรู้สึกร่วมกันของผู้คนภายใน รัฐชาติ ว่า ชาติ ของพวกเขานั้นมีความเป็นมาอันยาวนานแต่ไกลโพ้นดังที่ปรากฏในตำนาน อย่างไรก็ตาม ลักษณะเด่นประการหนึ่ง ที่เราพึงตระหนักเกี่ยวกับ ตำนาน ก็คือ ความเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานานดังกล่าว มันย่อมแสดงให้เห็นถึงความพร่าเลือนของ ต้นกำเนิด (origin) ของตัวตำนานเอง ตำนาน จึงมีลักษณะเช่นเดียวกันกับนิทานที่มักเริ่มต้นเรื่องเล่าด้วยถ้อยคำประเภท กาลครั้งนานมาแล้ว ขณะที่ พงศาวดาร ยังมีการระบุช่วงเวลาของเหตุการณ์ต่าง ๆ
สำหรับประวัติศาสตร์แบบ ชาติไทย เรื่องราวของพระเจ้าพรหมมหาราช เรื่องราวของพระร่วง หรือเรื่องราวของท้าวแสนปมที่เชื่อมโยงกับพระเจ้าอู่ทองอาจมีสถานะเป็นตำนาน เพราะเรื่องราวเหล่านี้เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ หรือ ความมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่คลอไปด้วยช่วงเวลาหรือต้นกำเนิดของเหตุการณ์ที่ไม่ชัดเจน แต่สำหรับสิ่งที่ปรากฏในหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กลับไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น เพราะอย่างน้อยหนังเรื่องนี้ ก็มีการระบุปี พ.ศ. เต็มไปหมด ซึ่งนั่นมันเป็นงานลักษณะประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือพงศาวดารมากกว่า ตำนาน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปลีกย่อยบางอย่างในหนัง ที่น่าจะขัดแย้งกับ ความเป็นตำนาน (ตามความเห็นของผม) เช่น ลักษณะของตัวละครบุเรงนอง ผมไม่แน่ใจว่าบุคลิกลักษณะของบุเรงนอง (พระเอกตัวจริงของหนังในภาค 1) ดังที่ปรากฏในหนังนั้น เป็นที่รับรู้ของคนไทยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เช่น คนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์รู้จักบุเรงนองในฐานะพระเอ๊ก พระเอกอย่างนี้หรือไม่ แต่ผมคิดว่าบุคลิกลักษณะดังกล่าวของบุเรงนองมีต้นกำเนิดของมันที่ค่อนข้างชัดเจน คือ มันเกิดขึ้นจากความสามารถทางวรรณศิลป์อันเยี่ยมยอดของยาขอบเมื่อไม่ถึง 100 ปีก่อนหน้านี้นั่นเอง
หรือในประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์ต่าง ๆ ในอยุธยา ผมก็มองว่ามันเป็น approach ในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาที่เพิ่งจะเป็นที่รับรู้ของสาธารณะเมื่อไม่นานมานี้ (ใหม่มาก ๆ) จุดกำเนิดที่ชัดเจนของมันก็คือ สิ่งที่ปรากฏในหนังเรื่อง สุริโยไท ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากงานศึกษาประวัติศาสตร์ในกลุ่มของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ หรือ คุณพิเศษ เจียจันทร์พงษ์
หรือแม้แต่การพยายามจะเชื่อมโยงพระนเรศวรให้เป็นเครือญาติกับพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่งอย่างบุเรงนองให้ได้ในหนังเรื่องนี้ (ของดี ของคนอื่น คนไทยก็อยากข้องเกี่ยวด้วย แต่สำหรับสิ่งใดที่เรามองว่าเป็น ของเลว ของเขา เราก็จะถอยตัวออกห่างแถมยังประณามหยามเหยียดโดยพลัน) ด้วยการสร้างมณีจันทร์ให้เป็นลูกสาวลับ ๆ ของบุเรงนองนั้น ก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นตำนาน เพราะคนไทยจำนวนมากคงไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้มาก่อนเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ท่านมุ้ยสร้างขึ้น จุดกำเนิดที่ชัดเจนของมันจึงอยู่ที่ท่านมุ้ย (เมื่อไม่กี่ปีก่อน งานเขียนในหนังสือพิมพ์ของเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตและสามเณรเปรียญเก้ารูปแรกของรัชสมัยนี้ ได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า และพยายามโยงโดยการอ้างเหตุผลที่น่าสนใจพอสมควรว่า สุดท้ายแล้วคนไทยเราก็สืบเชื้อสายที่ข้องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ดังนั้น สิ่งที่เกิดกับหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เท่าใดนัก)

สำหรับเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ผมคิดออกเท่านี้ครับ หวังว่าจะมีเพื่อน ๆ มาช่วยคิดต่อหรือสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ในส่วนของผม หลังจากดูหนังภาค 2 แล้ว คงจะได้ทำการเขียนงานเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ให้เป็นระบบระเบียบอีกทีหนึ่ง

จากคุณ : คนมองหนัง

ขอร่วมสนทนา ประเด็นเรื่อง ชาตินิยม ด้วยคนนะครับ
ประเด็นแรก เป็นการสนทนาต่อเนื่องจากคำถามบางส่วนที่คุณ mona ได้ทิ้งไว้ สำหรับตามความเห็นของผมแล้ว ผมยังยืนยันว่า ชาตินิยม มันไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยมันก็มีมิติ 2 ด้านที่ขัดแย้งกันเองในตัว (จริง ๆ แล้วอาจมีมิติอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยอีก) เช่น ด้านหนึ่ง มันก็มีคุณูปการอยู่บ้างที่ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อต่อสู้ต่อต้านต่อรองกับ คนอื่น เพื่อปลดปล่อยตัวพวกเขาเองให้เป็นอิสรภาพ เช่น การปลดปล่อยตัวเองของเหล่าประเทศอาณานิคมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ ชาตินิยม มิใช่หรือครับ ที่สามารถเป็นเครื่องมือทำลายล้าง คนอื่น ที่อยู่ภายในรัฐชาติได้เช่นกัน ดังหลายกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศอาณานิคมที่ได้รับเอกราชเหล่านั้น (หรือแม้แต่ในกรณีของสังคมไทย)
ประเด็นที่สอง อย่างไรก็ตาม เวลามอง ชาตินิยม ในสังคมร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน ผมไม่คิดว่า ชาตินิยม จะมีเพียงมิติของการเป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำในรัฐชาติสร้างขึ้นแล้วครอบลงในหัวของผู้คนในรัฐชาติได้อย่างง่ายดาย ดังเช่น กรณีของแบบเรียน
แน่นอนครับ การครอบงำทางอุดมการณ์ยังคงมีอยู่และดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด (มีกระแสขึ้นลงของมันอยู่ตลอดเวลา)
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าคนในสังคมร่วมสมัยไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำ (passive) เสียขนาดนั้นนะครับ คือ ถ้า ชาตินิยม มันทำงานในสังคมร่วมสมัยแล้วก็ก่อให้เกิดผลเสียใด ๆ ตามมา ก็ไม่ใช่ว่าชนชั้นนำหรือรัฐ ซึ่งเป็นผู้สร้างอุดมการณ์ชาตินิยม จะเป็นคนเลวแต่ฝ่ายเดียว ผมมองว่าถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในสังคมร่วมสมัย คนธรรมดา ๆ ในรัฐชาติก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในฐานะที่มีจิตสำนึกที่ผิดพลาด (false consciousness) (ถ้าพูดตามภาษาฝ่ายซ้าย) เนื่องจากพวกเขาก็มีส่วนในการยอมรับความคิดชาตินิยมมาเป็นหลักยึดในชีวิตจิตใจของตนเอง
เพราะผมมองว่า ชาตินิยม มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อ คนธรรมดา ๆ จำนวนมากในรัฐชาติมีความยินยอมพร้อมใจ (consent) กับมันด้วย คนเหล่านี้แหละที่จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ความคิด ชาตินิยม แพร่ขยายในสังคมร่วมสมัย และอาจเป็นกลไกที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการครอบงำอุดมการณ์จากบนลงสู่ล่าง ที่รัฐหรือชนชั้นนำเป็นฝ่ายกระทำ (ขณะเดียวกัน กลไกทั้งสองก็ทำงานไปพร้อม ๆ กัน/ร่วมกัน)
ดังนั้น ชาตินิยม ในสังคมร่วมสมัย จึงอาจปรากฏอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อการบริโภค (ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากขอบเขตอำนาจของรัฐ) โดยผู้ผลิต ผู้ผลิตซ้ำ ผู้บริโภคของสินค้าเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ ดังเช่น การเกิดขึ้นของเสื้อหรือหนังหรือละครหรือบทเพลงปลุกใจหรือให้รักชาติทั้งหลาย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่าการพิจารณา ชาตินิยม ในสังคมร่วมสมัยนั้น จำเป็นจะต้องพิจารณามิติของผู้คนในสังคมในฐานะที่เป็นผู้กระทำการ/ปฏิบัติการ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กลไกทางอุดมการณ์อันเกิดจากรัฐหรือชนชั้นนำในสังคมด้วย

จากคุณ : คนมองหนัง

ประเด็นเรื่องชาตินิยม (ต่อ)

ดิฉันไม่ได้คิดลงลึกอย่างละเอียดมากนะคะ แต่เท่าที่พอจะนึกขึ้นได้บ้างมี 2-3 ประเด็นค่ะ

เบื้องแรกสุด ดิฉันไม่ได้เป็นพวกชาตินิยมนะเจ้าคะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นพวกต่อต้านชาตินิยมด้วยเช่นกัน สิ่งที่จำเป็นต้องทำน่าจะคือการต้องคอยสังเกตกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ดิฉันก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาว่าสิ่งที่น่าสนใจคือการที่พอมาถึงทุกวันนี้คำว่า "ชาตินิยม" ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ คำที่ความหมายกลายไปเป็นในแง่ไม่พึงประสงค์ไปเสียได้

ดิฉันยังคงรู้สึกว่าความรู้สึกชาตินิยมเป็นความรู้สึกในด้านบวกเสมอมา แม้แต่กระบวนการล่าอาณานิคม ดิฉันคิดว่าชาตินิยมไม่น่าจะเป็นแรงขับสำคัญของการสถาปนาระบอบอาณานิคมเท่ากับแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ การตั้งคำถามกับชาตินิยมในโลกตะวันตกน่าจะเกิดขึ้นเมื่อพบความจริงว่าหลายต่อหลายครั้งชาตินิยมได้นำพาประเทศเข้าสู่สงครามและการสูญเสีย แต่นั่นก็ยังไม่บั่นทอนทำลายตัว "ชาตินิยม" ได้อย่างถึงแก่นจริงๆ

ยิ่งในประเทศโลกที่สาม ชาตินิยมมีคุณูปการมหาศาล นอกเหนือจากการปลดปล่อยอาณานิคม ที่สำคัญยิ่งกว่าคือกระบวนการสร้างชาติหลังได้รับเอกราช ซึ่งถึงตรงนี้ดิฉันคิดว่าเราคงต้องพิจารณาในรายละเอียดให้ดีนะคะว่าส่วนไหนคือชาตินิยม และส่วนไหนคือกระบวนการ nation building การ "จัดการ" กับคนที่แตกต่างภายในขอบเขตประเทศที่มีลักษณะทารุณหรือปวดร้าวนั้นเกิดจากวิธีการใดในกระบวนการ nation building กันแน่

แน่นอนที่สุดว่าแรงผลักในเรื่อง "ชาติ" ทำให้เกิดการกระทำในด้านที่ไม่พึงประสงค์หลายอย่าง แต่ดิฉันรู้สึกว่าคนในยุคสมัยนั้นๆ ที่รักชาติ โดยส่วนใหญ่แล้วแรงขับต่อความรู้สึกรักชาตินั้นค่อนข้างมีลักษณะบริสุทธิ์ใจอยู่สูง และแม้แต่สิ่งที่เราพูดกันว่าเป็นกระบวนการครอบงำโดยกรอบโครงของชาตินิยมนั้น จะสร้างความเจ็บปวดให้แก่คนกลุ่มต่างๆ ที่ถูกบีบบังคับให้รับชาตินิยมจริงแท้ขนาดไหนนั้น ดิฉันก็ยังคงตั้งคำถามอยู่เช่นกัน

ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นเพราะวงวิชาการ ทั้งในวงวิชาการระดับสากลและเข้ามาถึงวงวิชาการไทยด้วย สักช่วงทศวรรษ 1980 เป็นสำคัญที่งานวิชาการที่ศึกษาชาตินิยมเบ่งบาน งานอย่าง imagined community หรือ invented tradition สร้างความหมายใหม่ให้กับ concept ชาติและชาตินิยม ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการบ่อนทำลายชาตินิยมด้วยเช่นกัน

ช่วงเวลาไล่เลี่ยหลังจากนั้นงานวิชาการของ อ.นิธิ อ.เกษียร อ.ธงชัย ฯลฯ ก็เริ่มบ่อนทำลาย "ชาติ" ไทย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่างานเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้วมีน้ำเสียงของการมองชาติไทยและชาตินิยมไทยในแง่ลบทั้งสิ้น

ช่วงเวลาเดียวกัน ในวงวิชาการนานาชาติเริ่มพูดกันถึงชนกลุ่มน้อยในแง่มุมสงสารเห็นใจ ซึ่งการมองในมุมนี้ก็คือการหวนกลับไปวิพากษ์กระบวนการสถาปนาชาติและการครอบงำของอุดมการณ์ชาตินิยมด้วยเช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่าการศึกษาเหล่านี้คือการกลับไปมองชาตินิยมในอดีต และใส่ความหมายเข้าไป อุดมการณ์ทางครอบงำอยู่ในปัจจุบันทำให้น้ำเสียงบางอย่างดำรงอยู่อย่างไม่อาจเลี่ยง แม้ว่าจะทำด้วยท่าทีวิชาการที่เป็นกลางหรือเพียงแค่การศึกษา แต่คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่าเวลางานเหล่านั้นศึกษากระบวนการเผยแพร่ความเป็นชาติผ่านบทเรียน ระหว่างบรรทัดกำลังบอกว่าการทำเช่นนั้นไม่ดีนัก ยิ่งมากเข้าๆ เราก็เลยทำให้ภาพของชาติและชาตินิยมกลายเป็นอย่างที่เรามักรู้สึกกันอยู่ในปัจจุบัน

นี่คือเท่าที่นั่งคิดๆ ดูในตอนนี้นะคะ อยากให้ลองแลกเปลี่ยนดู ดิฉันอาจเข้าใจผิดเพราะไม่ได้เรียนเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ


จากคุณ : mona

คุณ mona อภิปรายประเด็นชาตินิยมได้แหลมคมชวนให้ครุ่นคิดต่ออย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่า งานวิชาการของ อ.นิธิ อ.เกษียร อ.ธงชัย ฯลฯ มีส่วนในการบ่อนทำลาย "ชาติ" ไทย อันถือเป็นการตั้งข้อสังเกตต่อจุดยืน/การทำงานทางวิชาการของปัญญาชนไทยกลุ่มหนึ่งได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ (สามารถพูดรวม ๆ ได้ด้วยหรือไม่ครับ ว่า อ.เบน แอนเดอร์สัน ก็มีส่วนในการบ่อนทำลาย "ชาติ" ไทยเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า กรอบความคิดของทั้งนิธิ เกษียร ธงชัย ต่างก็ยังได้รับอิทธิพลจากอ.เบน อย่างสูงยิ่ง มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน)


จากคุณ : คนมองหนัง

จากคุณ : mona