2007/Feb/03

ENTRY นี้ เรียบเรียงขึ้นจากกระทู้

สืบเนื่องจาก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 (ไม่เกี่ยวข้องกับตัวหนังมากนัก)

ไปอ่านเต็มๆได้ที่นี่ครับ

http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=53270

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ช่วงเย็นของวานนี้ ผมเพิ่งได้ไปดูหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 มา เมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อของหนังไตรภาคชุดนี้ ผมถึงกับมีความทะเยอทะยานเป็นการส่วนตัว ที่จะทดลองลองมองประเด็นการสร้างความรู้สึกชาตินิยมผ่านมิติของตำนานปรัมปรา (myth) ซึ่งปรากฏในหนัง

แต่เมื่อได้ดูหนังภาคแรกจบลง มันกลับไม่มีอะไรสะดุดใจหรือติดค้างอยู่ในหัวสมองของผมมากนัก โดยประเด็นที่อยากจะทดลองมองเมื่อแรกเริ่มได้เห็นชื่อหนังก็ไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เนื่องจากผมเห็นว่า หนังภาคนี้ไม่ได้เล่าเรื่องในลักษณะของ ตำนาน หรือ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเสน่ห์ของการเล่าเรื่องในลักษณะ ตำนาน กรุ่นอวลอยู่ในหนังภาคนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า คงต้องรอดูหนังภาค 2 เสียก่อน จึงจะพอเขียนงานเกี่ยวกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หากจะรอจนถึงหนังภาค 3 ลงโรงฉาย ก็คงเขียนงานได้ตอนปลายปีโน่น

สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ อาการครุ่นคิดเกี่ยวกับประเด็นเรื่องชาตินิยมยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองของผม ทว่าไม่ได้เกิดจากการได้ดูหนังเรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล แต่อย่างใด หากเกิดจากท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศของผู้นำประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัยมากกว่า


จากคำกล่าวถึงประเทศสิงคโปร์ของพล.อ.สนธิ ที่ลงตีพิมพ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับเมื่อวันพฤหัสฯ ได้ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงกรอบความคิดแบบหนึ่งที่ใช้มองลัทธิชาตินิยม

กรอบความคิดแบบนี้ จะมองว่า ชาติ ทั้งในความหมายของ รัฐชาติ ที่สถาปนาขึ้นแล้ว และ กลุ่มคนหรือชุมชนที่ทำการรณรงค์ (รบ) ต่อสู้เพื่อสร้าง ชาติ ล้วนแล้วแต่ต้องการ ศัตรู อยู่เสมอ

เมื่อ ชาติ ต้องการ ศัตรู และเสาะแสวงหา ศัตรูแห่งชาติ จนพบแล้ว สิ่งต่อมาที่ ผู้นำของชาติ ต้องทำ ก็คือ การปลุกระดมผู้คนภายใน ชาติ ให้เลือดรักชาติขึ้นหน้า และสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของความสมานฉันท์ เพื่อต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่ถูกค้นพบ

แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ชาติ กับ ศัตรูแห่งชาติ จบสิ้นหรือจวนเจียนจะมอดดับลง ความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวของคนภายใน ชาติ ก็จะพลอยเหือดหาย กระทั่ง แตกสลาย ตามไปด้วย จึงไม่แปลกอะไร ที่จะเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ผู้นำแห่งชาติ หรือ คนในชาติกลุ่มหนึ่ง สามารถเข่นฆ่าล้างทำลาย เพื่อนร่วมชาติ ที่เคยรวมพลังร่วมกันในการต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่อยู่ภายนอก ได้อย่างลงคอ เพียงเพราะ เพื่อนร่วมชาติ เหล่านั้น มีความคิดหรืออุดมการณ์อันแตกต่างออกไป แต่นั่นก็พอเพียงแล้ว ที่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น ศัตรูภายในชาติ

(การมองเห็นลัทธิชาตินิยมในลักษณะนี้ น่าจะทำให้ผู้ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง และ ผู้คนที่พลัดไหลไปตามกระแสธารแห่งอารมณ์ความรู้สึกแบบชาตินิยม ได้ตระหนักถึงอนาคตซึ่งอาจมีราคาที่จะต้องจ่ายอย่างสูงลิบลิ่วบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งในกรณี รัฐบาลทหารไทยกับสิงคโปร์ ตลอดจน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้กับรัฐไทย)

กรอบความคิดเช่นนี้ ทำให้ผมหวนคิดไปถึงหนังเรื่อง The wind that shakes the barley ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมิใช่น้อย ที่หนังโดยผู้กำกับชาวอังกฤษ อันเล่าเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ของชาวไอริช กลับมีส่วนร่วมที่อาจซ้อนทับกันอยู่กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัย สังคมที่มีคนบางคนกำลังเชิดชูอะไรที่เป็นแบบไทย ๆ (เช่น ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ) ขณะเดียวกัน ก็ด่าอะไรที่เป็นแบบฝรั่ง ราวกับว่า ไทย และ ฝรั่ง สามารถดำรงอยู่อย่างแยกขาดออกจากกันได้

สามารถกล่าวได้ว่า ผมมองเห็นเงาร่างหรือเค้ารางของลัทธิชาตินิยมไทยร่วมสมัยกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างมีชีวิตชีวา (มีด้านสว่างและด้านมืด) ในหนังฝรั่งเรื่องนั้น ทว่า ผมกลับมองไม่เห็นชีวิตที่ไม่ตายซากแห้งแล้งของลัทธิชาตินิยมไทยปรากฏขึ้นใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 เพราะสำหรับผมแล้ว ชาตินิยม มีแง่มุมความหมายมากกว่าการต่อสู้ การมีอิสรภาพ การรักแผ่นดินเกิด หรือ การสละชีพเพื่อชาติ เช่น ขณะที่บางคนยอมสละชีพของตนเพื่อ ชาติ ชาติ ก็สามารถปลิดชีวิตของคนบางคนใน ชาติ ได้เช่นกัน

(อ้อ! นอกจากจะไม่ได้เห็นลัทธิชาตินิยมไทยที่มีชีวิตชีวา มีดีมีเลว ปรากฏใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 แล้ว ผมยังได้ฟังเพลงฝรั่งตอน end credit ของหนังเรื่องนี้ด้วยครับ 555)


จากคุณ : คนมองหนัง

ดิฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องชาตินิยม, การเมือง หรือประวัติศาสตร์ไทยเท่าไหร่ค่ะ ก็เลยไม่รู้จะแสดงความเห็นอย่างไรดีเกี่ยวกับประเด็นที่คุณพูดมา แต่เมื่อกี้เพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกขำกับเพลงประกอบท้ายเรื่องเหมือนกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดใจเล็กๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือผู้หญิงในหนังเรื่องนี้โชว์สะดืออยู่บ้างในบางฉาก ก็เลยทำให้สงสัยว่าเวลาหนังเรื่องนี้มาฉายทางทีวี สะดือของผู้หญิงเหล่านี้จะถูกม่านหมอกเซ็นเซอร์มาบดบังหรือไม่ ฮ่าๆๆๆๆ

มีประเด็นนึงที่คุณพูดมาที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี นั่นก็คือประเด็นที่ว่า

>>แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ชาติ กับ ศัตรูแห่งชาติ จบสิ้นหรือจวนเจียนจะมอดดับลง ความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวของคนภายใน ชาติ ก็จะพลอยเหือดหาย กระทั่ง แตกสลาย ตามไปด้วย จึงไม่แปลกอะไร ที่จะเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ผู้นำแห่งชาติ หรือ คนในชาติกลุ่มหนึ่ง สามารถเข่นฆ่าล้างทำลาย เพื่อนร่วมชาติ ที่เคยรวมพลังร่วมกันในการต่อสู้กับ ศัตรูแห่งชาติ ที่อยู่ภายนอก ได้อย่างลงคอ เพียงเพราะ เพื่อนร่วมชาติ เหล่านั้น มีความคิดหรืออุดมการณ์อันแตกต่างออกไป แต่นั่นก็พอเพียงแล้ว ที่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น ศัตรูภายในชาติ<<

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งสองเรื่องที่เคยดู ซึ่งก็คือ

1.DANTON (1982, ANDRZEJ WAJDA, A+++++)

Danton (Gerard Depardieu) and Robespierre (Wojciech Pszoniak) were close friends and fought together in the French Revolution, but by 1793 Robespierre was France's ruler, determined to wipe out opposition with a series of mass executions that became known as the Reign of Terror. Danton, well known as a spokesman of the people, had been living in relative solitude in the French countryside, but he returned to Paris to challenge Robespierre's violent rule and call for the people to demand their rights. Robespierre, however, could not accept such a challenge, even from a friend and colleague, and he blocked out a plan for the capture and execution of Danton and his allies.

2.DARK BLUE WORLD (2002, JAN SVERAK, B+)

หนังเรื่องนี้พูดถึงประเด็นที่คุณพูดมาแค่นิดหน่อย แต่ก็เป็นประเด็นที่ฝังใจดิฉัน เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงชาวเชคกลุ่มหนึ่งที่เคยร่วมมือกับอังกฤษในการขับไล่นาซีออกไปจากดินแดนเชค แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง วีรบุรุษชาวเชคเหล่านี้กลับถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเชคจับขังคุกเพราะเห็นว่าพวกเขาเคยร่วมมือกับอังกฤษ ดังนั้นพวกเขาจึงอาจจะเป็นภัยต่อคอมมิวนิสต์

The film's culmination sees them reconciled in moving circumstances, and the perspective is widened by scenes set in 1950: Slama, as with most Czech soldiers who fought with the Allies, having been sentenced to hard labour by the Communist authorities as a potential security threat. His decent treatment by a German doctor, as opposed to the brutality of the Czech guards, points up the tragic irony of those who fought for freedom, only to finish up on the "wrong" side of the Iron Curtain.

ดูหนังเหล่านี้ก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตจริง

จากคุณ : M.Scudery Worships Thomas Koener

ชาตินิยมเปรียบเสมือนโรคร้ายที่มีไว้เพื่อมอมเมาผู้ที่อยู่ใต้อำนาจให้ง่ายต่อการตกเป็นเครื่องมือของพวกนักการทหารหรือนักการเมืองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และผมว่ามันมีในสังคมเรามาโดยตลอด ผ่านการปลูกฝังอย่างเป็นระบบ และสังเกตได้จากพฤติกรรมทั่วไป เหมือนกับเป็นอากาศที่เราหายใจแต่เรามองไม่เห็น เพราะมันดูคุ้นเคยจนแทบไม่ได้สังเกต

จำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ปีหนึ่ง ในเวลานั้นมีปัญหาเรื่องบ้านร่มเกล้า ซึ่งภายหลังก็เป็นที่ทราบกันว่าเป็นเพราะบริษัททำไม้ของไทยเข้าไปลักลอบตัดไม้ในประเทศลาว ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐของลาวและเจ้าหน้าที่ในกองทัพไทย บรรยากาศในเวลานั้นก็คุกรุ่นไปด้วยกระแสชาตินิยม ไม่เว้นแม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นชุมชนทางปัญญา ควรจะเป็นแหล่งรวมของผู้ที่มีอิสระทางความคิด แต่ก็ไม่มีใครพยายามจะค้นหาสาเหตุเลยว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้มีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น เวลาใช้ความเป็นอื่นมองคู่กรณี เราก็มักจะมองข้ามสาเหตุอันเกิดขึ้นจากพวกเดียวกันเอง เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แทนที่จะมองถึงสาเหตุจากการลงทุนโดยไม่รู้จักประมาณตน ลงทุนแบบนักเก็งกำไร เรากลับไปโทษปัจจัยภายนอก และนั่นก็ทำให้เราเลือกพรรคการเมืองที่เล่นกับกระแสชาตินิยมอย่างออกนอกหน้า (ดูได้จากชื่อของพรรค)

อัคติอันเกิดจากแนวคิดชาตินิยมจะสังเกตได้ในเวลาเกิดปัญหาการว่างงาน เราก็มักจะโทษไปที่แรงงานต่างด้าวว่า ต้องเป็นเพราะพวกนั้นที่มาแย่งงาน หรือมาเพื่อทำให้ค่าแรงมีราคาถูก แทนที่จะมองไปว่า ผู้ที่ต้องการให้แรงงานราคาถูกลงอย่างแท้จริงก็คือนายจ้างคนไทยด้วยกันเอง ทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกฏหมายแรงงานให้แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นมีสิทธิ์เท่าเทียมกับแรงงานไทย และสามารถเข้าร่วมกับสหภาพแรงงาน เมื่อมีสมาชิกมาขึ้นก็จะทำให้สหภาพแรงงานแข็งแกร่งขึ้น มีอำนาจต่อรองกับนายจ้างมากขึ้น แต่การทำเช่นนี้อาจจะติดกับแนวคิดเรื่องชาตินิยม เพราะมันอาจจะเป็นการบ่อนเซาะอธิปไตยของชาติในสายตาของพวกคลั่งชาติ สู้ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนชาติเดียวกันไม่ได้ และการมองแรงงานต่างด้าวด้วยอัคติ ถึงขั้นพยายามผลักดันกฏหมายกีดกันสิทธิ์ของแรงงานเหล่านั้น กลับจะทำให้พวกเขาจนตรอกและยอมรับงานได้ทุกรูปแบบโดยไม่เกี่ยงค่าจ้าง ซึ่งก็จะเข้าทางพวกบรรดานายจ้างที่ไม่ต้องการให้มีการรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงานเกิดขึ้น เป็นเพราะการยึดติดกับคติชาตินิยมในหมู่ผู้ใช้แรงงานชาวไทยนี่เอง พวกเขาจึงไม่สามารถตระหนักได้ว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของพวกเขา

การยึดมั่นกับแนวคิดเหล่านั้น มันทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องราวต่างๆในประวัติศาสตร์ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีทางที่จะหลุดพ้นจากมันบ้างไหม ทำไมความขัดแย้งของชนชั้นนำจึงนำมาสู่สงครามที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนทุกชนชั้น ทำไมคนอย่างฮิตเลอร์ถึงได้สามารถจะโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเคลื่อนไหวไปในแนวทางที่เขาต้องการ หรือแม้แต่ตายแทนคนอย่างเขาได้ ในยุคล่าอาณานิคม การล่าอาณานิคมและการสร้างศัตรูด้วยความเป็นอื่นมีส่วนช่วยในการลดแรงเสียดทานระหว่างชนชั้นได้เป็นอย่างดี

ชาตินิยมอาจจะเริ่มพัฒนาจากการที่มนุษย์เริ่มครอบครองที่ดิน แต่ความต้องการของมนุษย์ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่แสดงตัวตนบางส่วนหรืออาจจะทั้งหมดของพวกเขา การได้เช้าร่วมเหมือนกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตหรือตัวตนของพวกเขา นอกจากชาติแล้ว กลุ่มที่ว่าอาจจะอยู่ในรูปศาสนา หรือรูปแบบอื่นๆ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้รับการตอกย้ำตลอดเวลาในสังคมไทย แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีระบบว๊ากที่พวกสตาฟมักจะอ้างว่าเพื่อเป็นการสลายตัวตนของปัจเจกและก็จะสามารถจะคำนึงถึงส่วนรวม แต่การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไม่ได้เป็นการสลายตัวตนแต่อย่างใดเลย มันกลับเป็นการขยายบางส่วนหรือทั้งหมดของตัวตน และสร้างภาพลวงตาของความภูมิใจให้ปัจเจกได้ยึดติดกับมันมากขึ้น และความเป็นส่วนรวมมักจะหมายถึงความเป็นเอกภาพที่เรามักจะแลกมันกับความหลากหลาย ความเป็นเอกภาพจึงเป็นเหมือนกับกรอบที่ลดทอนความซับซ้อนทุกๆอย่างลงในรูปง่ายๆ การลดทอนนี้เป็นอุปสรรคตัวสำคัญต่อพัฒนาการทางปัญญา

ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าเมื่อไหร่คนไทยถึงจะรู้จักปลดแอกตัวของพวกเขาเองจากแนวความคิดพวกนี้ และตระหนักว่า ตัวตนมันไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นกระแสความคิดอันเกิดจากการรับรู้ ที่ผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ความเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เราต้องสูญเสียสิ่งที่เราอาจจะคิดถึง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ความเปลี่ยนแปลงอันไม่พึงประสงค์หลายอย่างก็เกิดจากแนวความคิดชาตินิยมเช่นกัน เพราะแนวความคิดชาตินิยมก็คล้ายๆกับแนวความคิดอนุรักษ์นิยมอื่นๆ แนวความคิดพวกนี้จะไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นสอดคล้องหรือสนับสนุนความสัมพันธ์ทางอำนาจในแบบที่เคยเป็นมา

เวลาผมเห็นคนอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามที่รัฐบาลของพวกเขาก่อขึ้น ผมรู้สึกอิจฉาที่อย่างน้อยแม้สังคมอเมริกันจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ก็ยังเหลือเนื้อที่ให้คนหนุ่มสาวบางกลุ่มเติบโตขึ้นมาอย่างมีอิสระทางความคิดได้ ผมรู้สึกชื่นชมความเปิดกว้างเวลาที่มีการสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวในช่วงสงครามเวียดนาม และพวกเขาบอกว่า พวกเขารู้สึกอับอายที่เกิดมาเป็นคนอเมริกัน แม้แต่ช่วงต้นสงครามอิรัก ก็ยังมีคนอเมริกันบางกลุ่มอาสาสมัครไปเป็นโล่ห์มนุษย์ ถ้าประเทศไทยไปรุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า จะมีคนไทยทำอย่างนี้กันได้บ้างไหม หรืออย่างน้อยก็คิดค้นหาสาเหตุ คงไม่หรอกครับ เพราะคนไทยเราชาตินิยมเกินกว่าจะมองอะไรได้ลึกซึ้งกว้างไกลได้ขนาดนั้น

มีความพยายามที่จะปลูกฝังว่า ชาตินิยมเป็นส่วนหนึ่งของความดีงาม การเป็นคนที่ดีงามก็ต้องเป็นคนที่รักชาติ แต่ความจริงแล้ว ชาตินิยมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความดีงามเลย แต่มันเกี่ยวข้องทุกอย่างกับอำนาจ และแม้แต่มาตรฐานเรื่องความดีงาม ก็ควรจะมีการตั้งคำถามเช่นเดียวกันครับ


จากคุณ : pc

มันอยู่ในหนังสือเรียนครับ

ผมอยากจะบอกดังๆอย่างนั้น

วันก่อนได้อ่าน สารคดีเล่มใหม่ บทความที่ว่าด้วย นเรศวรมหาราช นอกกรอบชาตินิยม

อ่านแล้วเข้าใจได้เรื่อง ไทยรบพม่า มันคือการสร้าง ชาติจาก การสร้างศัตรูโดยแท้

ยังไม่ได้ไปดูนเรศวรครับ แต่ดูข่าวทีวีแล้วพบว่า เรากำลังกลับเข้าสู่ยุค คลั่งชาติอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งที่ความเป็นชาติเพิ่งมีมาได้ไม่นาน และมีขึ้นเพื่อต่อต้านศัตรู

หรือเราเลือกหยิบชิ้นปลามันทางประวัติศาสตร์มาสนองความเชื่อของตนมากกว่าจะทำความเข้าใจมันจริงๆ


จากคุณ : FILMSICK

ประเด็นเรื่อง "ชาตินิยม" ดิฉันเห็นด้วยนะคะในเรื่องปัญหาของชาตินิยมในปัจจุบัน แต่พอยิ่งเห็นด้วยมาก ก็ให้เกิดคำถามขึ้นไม่ได้ว่าชาตินิยมมันแย่ถึงขนาดนี้เชียวหรือเนี่ยในความคิดของเรา?

โดยส่วนตัวของดิฉันเอง ปัญหาที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่าชาตินิยมได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ถูกประณาม เป็นจุดกำเนิดของสิ่งร้ายและไม่พึงประสงค์ไปตั้งแต่ตอนไหนกัน?

ตั้งแต่เกิดกระแสโลกาภิวัตน์? ไม่แน่ใจค่ะ?

มันออกจะเหลือเชื่อนะคะ อุดมการณ์หรือกระบวนการชาตินิยมเมื่อร่วมศตวรรษก่อนนั้นคือ